“ปอดติดเชื้อ” คืออะไร รักษาให้หายเป็นปกติได้หรือไม่?

 

ปอดติดเชื้อ คืออะไร?

ปอดติดเชื้อ คืออาการติดเชื้อที่ปอดด้วยเชื้อโรคประเภทต่างๆ ตั้งแช่เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส เชื้อพยาธิ เชื้อรา อื่นๆ ทำให้เกิดอาการอักเสบ ถุงลมจะเต็มไปด้วยน้ำ ปอดจะทำงานหนัก เพื่อพยายามแลกเปลี่ยนเป็นก๊าซ

ปอดติดเชื้อ เป็นโรคติดต่อหรือไม่?

ปอดติดเชื้อ เป็นโรคติดต่อค่ะ โดยติดต่อกันได้ผ่านน้ำลาย และเสมหะ

ปอดติดเชื้อ มีสาเหตุมาจากไหนบ้าง?

เชื้อโรคที่ทำให้ปอดติดเชื้อ อาจมาจาก

– เครื่องปรับอากาศ ที่ไม่ได้ล้างทำความสะอาดอย่างเพียงพอ

– อาการติดเชื้อจากโรคอื่นๆ ที่เป็นอยู่ก่อนแล้ว เช่น วัณโรค กรวยไตอักเสบ โรคพยาธิ เป็นต้น

– ในคนที่ภูมิคุ้มกันต่ำ อาจทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น ภูมิต้านทานไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคเหล่านั้นได้ เชื้อโรคจึงสามารถเข้าสู่ปอด จนทำให้เกิดอาการอักเสบ ติดเชื้อได้

ปอดติดเชื้อ มีอาการเริ่มต้นอย่างไรบ้าง?

1. มีไข้

2. มีอาการไอ มีเสมหะ

3. มีอาการหอบเหนื่อย หายใจเร็ว แค่นั่งอยู่เฉยๆ ก็รู้สึกเหนื่อย เหมือนหายใจเข้าได้ไม่เต็มปอด

4. ในรายที่ผู้ป่วยเป็นผู้สูงอายุ หากหายใจหอบเหนื่อยเป็นเวลานา อาจเป็นอันตรายจนกระทั่งหายใจเร็วๆ ไม่ไหว ได้รับอากาศเข้าปอดไม่เพียงพอ จึงอาจทำให้เสียชีวิตได้

ระยะเวลาในแต่ละอาการ

ระยะเวลาของแต่ละอาการที่อาจเกิดขึ้น ขึ้นอยู่กับเชื้อโรค ที่ทำให้เกิดอาการปิดติดเชื้อ เช่น

หากปอดติดเชื้อไวรัส ระยะเวลาของอาการจะเร็ว อาจจะมีไข้เพียง 1-2 วัน มีอาการหอบเหนื่อยอย่างรุนแรง และอาจเสียชีวิตเร็วกว่าเชื้อโรคชนิดอื่นๆ

หากปอดติดเชื้อรา อาจจะแสดงอาการช้ากว่าไวรัส

ส่วนเชื้อแบคทีเรีย มีอาการได้ทั้งเร็ว หรือช้า ตั้งแต่ 1 สัปดาห์ ถึงเดือนๆ ขึ้นอยู่กับประเภทของเชื้อแบคทีเรีย ที่ทำให้ปอดติดเชื้อ

พฤติกรรมเสี่ยง อาการปอดติดเชื้อ

1. สูบบุหรี่

2. ประกอบอาชีพที่ทำให้ปอดมีโอกาสรับเชื้อโรคได้มากขึ้น เช่น คนงานโรงงานเหมืองแร่ ถ่านหิน โม่ปูน แกะสลักหิน

ปอดติดเชื้อ เป็นแล้วเสียชีวิตหรือไม่?

ขึ้นอยู่กับประเภทของเชื้อโรค เชื้อบางตัวอาจทำให้เสียชีวิต เชื้อบางตัวก็ไม่อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

ปอดติดเชื้อ ใครมีความเสี่ยงที่สุด?

อาการปอดติดเชื้อ สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่อายุแรกเกิด ไปจนถึงผู้สูงอายุ 70-80 ปี แต่ในช่วงวัยรุ่น วัยทำงาน หากเป็นคนที่มีสุขภาพพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ดี ก็จะมีโอกาสติดเชื้อได้น้อยกว่าวัยอื่นๆ

ปอดติดเชื้อ กลายเป็นมะเร็ง?

ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าอาการปอดติดเชื้อสามารถกลายเป็นมะเร็งปอดได้ หากแต่สามารถเป็นโรคถุงลมโป่งพองได้

ถึงแม้อาการปอดติดเชื้อจะไม่ได้เป็นกันได้ง่ายๆ แต่ก็ระมัดระวังตัวเอาไว้ก็ดีนะคะ เพียงแค่รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ ที่พักผ่อนสูดอากาศบริสุทธิ์ให้ปอดได้ชื่นใจบ้าง เท่านี้ก็ช่วยให้เราห่างไกลอาการปอดติดเชื้อได้มากแล้วล่ะค่ะ

ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจาก siamhealth.com, giffarine channel
ภาพประกอบจาก istockphoto

5 พฤติกรรมเสี่ยง “หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท”

 

หากพูดถึง “หมอนรองกระดูก” แล้ว วัยรุ่นส่วนใหญ่อาจไม่ค่อยให้ความสนใจสักเท่าไร แต่ถ้าเริ่มทำงานไปได้สักพัก คุณจะเริ่มได้ยินคำนี้บ่อยขึ้น หรือบางทีอาจได้ยินเองจากปากของหมอ เมื่อคุณไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลก็เป็นได้

หมอนรองกระดูก คืออะไร?

หมอนรองกระดูก คือเนื้อเยื่อที่ลักษณะด้านนอกเป็นเหมือนพังผืดเหนียวๆ ซ้อนกันเป็นวงรอบหลายๆ ชั้น และด้านในนุ่มๆ หยุ่นๆ คล้ายวุ้น พบในบริเวณส่วนที่เชื่อมต่อระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละข้อ ที่วางพาดยาวไปตั้งแต่คอ อก จนถึงเอว

หมอนรองกระดูก มีหน้าที่ และความสำคัญอย่างไร?

หมอนรองกระดูกทำหน้าที่เป็นข้อต่อในการขยับของกระดูกสันหลัง และรับแรงกระแทกเมื่อทำกิจกรรมต่างๆ เช่น นั่ง ยืน กระโดด เอนหลัง บิดตัว และอื่นๆ เหมือนกับเป็น “โช้คอัพ” ให้กับกระดูกสันหลังของเรา ของนอกจากนี้หมอนรองกระดูกยังคอยปกป้องไม่ให้กระดูกสันหลังเคลื่อนที่อีกด้วย

ทำไมวัยทำงานถึงเสี่ยงหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท?

ที่หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท เป็นอาการที่พบได้บ่อยๆ ในหมู่วัยทำงาน อายุระหว่าง 20-50 ปีนั้น เพราะเป็นวัยที่ใช้ร่างหนัก พักผ่อนน้อย และอาจจำเป็นต้องทำงานในสถานที่ และเวลาที่จำกัดอยู่เสมอๆ รวมถึงพฤติกรรมเหล่านี้ที่เสี่ยงต่ออาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท มีอาการอย่างไร?

เมื่อกระดูกสันหลังได้รับการกระแทกอย่างรุนแรง หรือหมอนรองกระดูกเริ่มเสื่อมสภาพ ของเหลวภายในหมอนรองกระดูกอาจไหลทะลักออกมา แล้วไปกดทับเส้นประสาทรอบๆ จนทำให้เกิดอาการผิดปกติขึ้นได้ สัญญาณของอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท คือ

– ปวดบริเวณเอว คอ อก หรือหลังช่วงล่าง ปวดจิ๊ดๆ เหมือนไฟฟ้าช็อต ปวดๆ หายๆ มากกว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไป

– บางครั้งอาการปวดอาจร้าว หรือเจ็บแปลบไปถึงต้นขา น่อง หรือเท้าได้

– อาจมีอาการชาในบริเวณที่ปวด

– บริเวณเอว หลังช่วงหลัง หรือคอรู้สึกไร้เรี่ยวแรง ขยับลำบาก

– กล้ามเนื้อบริเวณคอ หลัง เอว อก ต้นขา น่องขา หรือหลังเท้าอ่อนแรง

– หากอาการรุนแรง อาจรู้สึกชาไปถึงรอบอวัยวะเพศ รอบก้น และการขับถ่าย หรือปัสสาวะลำบาก

พฤติกรรมเสี่ยง หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

1. ก้มๆ เงยๆ บ่อยๆ หรือมากเกินไป

2. ยกของหนักซ้ำๆ ท่าเดิมๆ

3. ผู้ที่มีอาชีพที่ต้องทำงานอยู่ในบริเวณที่มีการสั่นสะเทือนบ่อยๆ เช่น เขตก่อสร้าง

4. ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก

5. อยู่ท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานานเกินไป โดยไม่มีการปรับเปลี่ยนอิริยาบถ เช่น ผู้ที่ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นานเกินไป

วิธีรักษา หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

วิธีรักษาหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการที่เป็นอยู่ โดยอาจเริ่มจากการทานยาเพื่อลดความปวด และการอักเสบ จากนั้นจึงทำกายภาพบำบัด และอาจฉีดยาลดการอักเสบที่เส้นประสาท ในกรณีที่มีอาการรุนแรงอาจต้องเข้ารับการผ่าตัด

ป้องกันหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทได้อย่างไร?

1. ไม่ยกของหนัก หรือยกของท่าเดิมๆ มากเกินไป

2. ควรปรับเปลี่ยนอิริยาบถในการทำงานทุกๆ 2-3 ชั่วโมง

3. หมั่นออกกำลังกาย ทำการบริหารเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อหลัง และหน้าท้องให้แข็งแรง

ท่ากายบริหารเสริมสร้างกล้ามเนื้อหลัง และหน้าท้อง ป้องกันอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

1) นอนหงาย ยกขาขึ้นข้างหนึ่งให้สูงจากพื้นประมาณ 1คืบ เข่าเหยียดตรง กระดกปลายเท้าเข้าหาตัว ค้างไว้ 5 วินาที แล้วทำสลับกับขาอีกข้าง

2) นอนหงาย ใช้มือทั้งสองกอดเข่าข้างหนึ่ง โน้มเข่าลงมาให้ชิดลำตัว ค้างไว้ 5 วินาที แล้วทำสลับกับเข่าอีกข้าง

3) นอนหงาย ชันเข่าขึ้น ประสานมือสองข้างไว้ด้านหลังบริเวณเอว จากนั้นแขม่วท้อง กดหลังลงค้างไว้ 5 วินาที

ในแต่ละท่า ควรทำซ้ำ 3-5 ครั้ง ทุกวัน

ขอบคุณข้อมูลจาก กรมการแพทย์, คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

ขอขอบคุณ
ข้อมูล : กรมการแพทย์, คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

ลดน้ำหนักได้ ถ้ารู้จัก 5 ฮอร์โมนในร่างกาย

 

เมื่อพูดถึงคำว่าฮอร์โมน หลายๆ คนมักจะนึกไปถึง ฮอร์โมนในช่วงที่มีประจำเดือน ฮอร์โมนวัยรุ่น หรือแม้กระทั่งวัยทอง แต่จริง ๆ แล้ว ฮอร์โมน มีความหมายมากกว่านั้น เราอาจจะเรียกได้ว่า มันเป็นการส่งสัญญาณทางเคมี หรือ Chemical Messenger ที่บอกอะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับร่างกายของเรา ที่สำคัญ ฮอร์โมน มีบทบาทสำคัญต่อ ภาวะการเจริญพันธุ์ ระบบการเผาผลาญอาหาร การลดน้ำหนัก อารมณ์ ระบบภูมิคุ้มกัน ความเครียด และอื่นๆ อีกมากมาย

Irene Ross ผู้ให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพ และความสมดุลย์ของฮอร์โมน ของ Mindbodygreen บอกว่า เมื่อฮอร์โมนไม่ปกติ เราจะมีความรู้สึกว่าตัวเองอ้วน แก่ เหนื่อย บางทีก็อารมณ์เสีย เครียด ทำงานไม่ได้ และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาแบบนี้ เราต้องหมั่นดูแลฮอร์โมน 5 ชนิด ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบการเผาผลาญอาหาร น้ำหนัก และอารมณ์ของเรา ฮอร์โมนทั้ง 5 ชนิด ได้แก่
1. ฮอร์โมนอินซูลิน

เป็นฮอร์โมนที่สร้างจากตับอ่อน มีหน้าที่นำน้ำตาลในเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ฮอร์โมนตัวนี้ มีความเกี่ยวข้องกับโรคเบาหวาน ความไม่สมดุลของอินซูลินมีผลต่อการมีน้ำหนักตัว ความง่วง การนอนไม่หลับ ความรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ ความวิงเวียนศีรษะ และ ความไม่แจ่มใสของสมอง หรือที่เรียกว่า Brain Fog
2. ฮอร์โมนคอร์ติซอล

อาจจะเรียกว่าเป็นฮอร์โมนความเครียดก็ได้ เพราะร่างกายจะหลังออกมาเมื่อเกิดความเครียด หากร่างกายหลั่งฮอร์โมนตัวนี้ออกมามากก็จะส่งผลต่อการนอน ความวิตกกังวล ความหิว ความเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ และการมีน้ำหนักตัวเพิ่ม
3. ฮอร์โมนเกรลิน

เรียกอีกอย่างว่า ฮอร์โมนความหิว ซึ่งมันจะหลั่งออกมาเมื่อเราอดหลับอดนอน และเป็นเหตุให้ร่างกายของเราเก็บสะสมไขมัน เกิดความหิวกระหาย ทั้งๆ ที่เราก็รับประทานอาหารอิ่มแล้ว
4. ฮอร์โมนเลปติน

บางคนก็เรียกว่า เป็นฮอร์โมนความอิ่ม พิชิตความอ้วน ฮอร์โมนตัวนี้จะควบคุมความอิ่ม และระดับพลังงานของร่างกาย หากเราอดหลับอดนอนจะทำฮอร์โมนเลปตินนี้ไม่สมดุล ร่างกายก็จะควบคุมความอิ่มไม่ได้ กินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่มสักที
5. ฮอร์โมนอดิโพรเนคติน

เป็นฮอร์โมนที่มีบทบาทสำคัญต่อการเผาผลาญไขใน ยิ่งเรามีมากเท่าไหร่ ร่างกายของเราก็จะยิ่งเผาผลาญไขมันได้ดี และที่สำคัญ อาหารที่มีธาตุแม็กนีเซียมเช่นผักใบเขียว อโวคาโด และปลา สามารถเพิ่มระดับฮอร์โมนอดิโพรเนคตินให้เราได้
ฮอร์โมนทั้ง 5 ชนิดนี้ เราต้องหมั่นตรวจสอบอยู่เรื่อย ๆ เพื่อรักษาร่างกายให้อยู่ในภาวะสมดุล แนะนำว่า การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ การรับประทานอาหารที่เหมาะสม การให้ความสำคัญกับการรับประทานอาหารคลีน การควบคุมความเครียด รวมทั้งการออกกำลังกาย อย่างเช่นโยคะ การหายใจลึกๆ การได้หายใจในสภาพอากาศที่มีออกซิเจนสูง จะช่วยควบคุมฮอร์โมนเหล่านี้ให้อยู่ระดับที่สมดุลได้

ขอขอบคุณ
ข้อมูล : My Domaine

จริงหรือไม่? มะนาว ต้นเหตุผิวหนังอักเสบ-ไหม้ดำ

 

สาวๆ หลายคนอาจจะเคยใช้ หรือเคยได้ยินมาส์กสูตรมะนาว ที่ช่วยในเรื่องของการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวให้ดูสว่างกระจ่างใสขึ้นกันนะคะ แต่ถ้าจะบอกว่ามะนาวเองก็อาจเป็นสาเหตุของผิวหนังอักเสบ ผิวไหม้ดำเป็นปื้นๆ ได้เหมือนกัน สาวๆ จะกลัวกันหรือเปล่าเอ่ย?

มะนาว ผลัดเซลล์ผิว?

มะนาวผลัดเซลล์ผิวได้จริง เพราะอย่างที่ใครหลายคนน่าจะเข้าใจกันอยู่แล้วว่า มะนาวมีฤทธิ์เป็นกรด ช่วยผลัดเซลล์ผิวได้ให้สว่างกระจ่างใสขึ้นได้จริงๆ เพียงแต่ต้องใช้ในปริมาณที่เหมาะสม อย่าเข้มข้นจนเกินไป จะสังเกตได้ว่าในสูตรมาส์กพอกหน้า จะไม่ใช้ใช้มะนาวสดๆ มาพอกหน้าเลย แต่จะต้องผสมอย่างอื่นด้วยเสมอ ไม่ว่าจะเป็นโยเกิร์ต น้ำผึ้ง หรืออื่นๆ

มะนาว ทำให้ผิวหนังอักเสบ?

ผิวหนังอักเสบที่อาจพบได้ในที่นี้ อาจจะไม่ใช่ผิวหนัง แต่เราหมายถึงผิวหนังที่มือของเรานี่แหละค่ะ ใครที่ชอบทำกับข้าว หรือมีอาชีพที่ต้องทำอาหาร หรือทำเครื่องดื่มที่มีมะนาวเป็นส่วนผสมอยู่บ่อยๆ อาจมีสิทธิ์ที่จะเกิดผิวหนังอักเสบจากมะนาวได้ หากสัมผัสน้ำมะนาวเป็นเวลานานๆ หรือสัมผัสน้ำมะนาวแล้วไม่ได้ล้างออกด้วยน้ำเปล่า

กรดจากมะนาว อาจทำร้ายเซลล์ผิวชั้นนอกได้ หากสัมผัสกับผิวหนังเป็นเวลานาน จนทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นไวต่อแสงมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะแสง UVA จากแสงแดด ที่อาจเกิดเป็นรอยผิวไหม้คล้ำสีน้ำตาลเข้มได้

ที่ร้ายไปกว่านั้น คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้ตัวว่าผิวหนังเป็นรอยด่างดำเพราะมะนาว เพราะกว่ารอยด่างดำเหล่านี้จะเกิดขึ้น ใช้เวลานานถึง 2-4 สัปดาห์เลยทีเดียว ระหว่างนั้นอาจจะนานจนลืมว่าเคยสัมผัสมะนาวมา

ดังนั้น ใครที่ใช้มะนาวทำอาหาร เครื่องดื่ม หรือทำงานที่ต้องสัมผัสน้ำมะนาวบ่อยๆ อย่าลืมล้างมือด้วยน้ำสะอาดบ่อยๆ หรือถ้าจำเป็นต้องสัมผัสน้ำมะนาวนานๆ จริงๆ ใส่ถุงมือเพื่อป้องกันการสัมผัสน้ำมะนาวนานเกินไปค่ะ

ขอขอบคุณ
ข้อมูล : หมออุ๋ม – แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง

ท้องอืด ท้องเสียเรื้อรัง เสี่ยงแพ้กลูเตนในขนมเบเกอรี่

 

เตือนท้องอืด ท้องเสียเรื้อรัง อย่านิ่งนอนใจอาจเป็นโรคเซลิแอคได้ เหตุจากแพ้โปรตีนกลูเตนที่มีอยู่ในเบเกอรี่และอาหารจำพวกแป้งบางชนิด ปล่อยไว้มีผลทำให้ลำไส้เล็กถูกทำลายได้

พฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่นิยมบริโภคอาหารประเภท เบเกอรี่ อาทิ เค้ก พาย ขนมปัง ข้าวโอ๊ต ซีเรียล ซึ่งในอาหารจำพวกแป้งเหล่านี้จะมีโปรตีนที่เรียกว่า กลูเตน (Gluten) ที่ช่วยทำให้อาหารเหนียว นุ่ม และยังมีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่รับประทานมังสวิรัติ และอาหารเจ แต่สำหรับผู้ที่แพ้กลูเตนอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายได้

การแพ้กลูเตนอาจก่อให้เกิดโรค ที่เรียกว่า โรคเซลิแอค (Celiac Disease) โดยกลูเตนจะทำให้เกิดภาวะลำไส้อักเสบ จากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันต่อตัวเอง (Autoimmune Disease) โดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะสร้างแอนติบอดีเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อบุเซลล์ที่ลำไส้เล็ก (microvilli) ส่งผลให้เกิดการอักเสบและฝ่อในที่สุด ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้การดูดซึมอาหาร เกลือแร่ วิตามิน ได้ไม่เพียงพอ

ทั้งนี้ผู้ป่วยจะมีอาการ ท้องอืด ท้องเสียเรื้อรัง ปวดท้องที่เกิดจากก๊าซในกระเพาะอาหาร โลหิตจาง (Anemia) เนื่องจากดูดกลืนโฟลิค และวิตามิน B12 ได้ไม่เพียงพอ อ่อนเพลีย น้ำหนักตัวลดลง กระดูกพรุน ระบบประสาททำงานผิดปกติ ผิวหนังเป็นผื่นบริเวณข้อศอกและเข่า ปวดตามข้อและกล้ามเนื้อ โกธรง่าย ซึมง่าย ในกรณีที่เกิดในเด็กจะทำให้เด็กโตช้า ตัวเล็กกว่าเด็กปกติทั่วไป ในผู้ป่วยโรคเซลิแอค บางรายจะไม่มีอาการเลยก็ได้แต่โรคดังกล่าวยังคงมีการทำลายลำไส้เล็กอย่างต่อเนื่อง

พบว่าทั่วโลกมีผู้ป่วยโรคเซลิแอคประมาณ 1-2% ประชากรไทยพบโรคนี้ได้ 0.3% พบได้มากในคนผิวขาว เป็นได้ในทุกช่วงอายุ แต่จะพบมากสุดในกลุ่มช่วงอายุ 35 ปีขึ้นไป โดยหากมีพ่อ แม่ พี่น้องในครอบครัวเป็นโรคนี้ จะมีโอกาสที่คนอื่นๆในครอบครัวจะเป็นโรคนี้ด้วยถึง 10%

การวินิจฉัยโรคเซลิแอคนั้นทำได้โดยตรวจร่างกาย ตรวจเลือด ส่องกล้องและตัดชิ้นเนื้อในลำไส้เล็กเพื่อตรวจยืนยัน เนื่องจากโรคเซลิแอค จะมีอาการใกล้เคียงกับโรคอื่นๆของระบบลำไส้ ซึ่งแพทย์จะรักษาตามอาการ จึงมีคนไข้ที่อาจไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเซลิแอค หากไม่ได้รับการตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัยเบื้องต้นก่อน โดยสามารถตรวจได้ที่ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลทั่วไป

อย่างไรก็ตาม หากตรวจดูอาการของตนเองแล้วพบว่า มีอาการเข้าข่ายแพ้กลูเตน ควรปรึกษาแพทย์พร้อมประวัติการรักษาเกี่ยวกับโรคที่เกี่ยวกับช่องท้อง เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้อง ทั้งนี้หากตรวจแล้วพบว่าแพ้กลูเตน ก็จำเป็นที่จะต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลูเตนเป็นส่วนประกอบ รวมทั้งอาจจะต้องหลีกเลี่ยงการบริโภคนมด้วย เพราะผู้ที่เป็นโรคเซลิแอค จำนวนมากมีอาการแพ้นม เนื่องจากไม่สามารถย่อยแลคโตสได้ นอกจากนี้ควรได้รับการแนะนำจากนักโภชนาการที่มีประสบการณ์โดยตรงในการจัดอาหารสำหรับผู้ที่เป็นโรคโรคเซลิแอค และควรอ่านฉลากอย่างระมัดระวังก่อนที่จะบริโภคอาหารทุกชนิด

ขอขอบคุณ
ข้อมูล : นางสาวณิศรา ตีระวัฒนพงษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ บริษัท เนชั่นแนล เฮลท์แคร์ ซิสเท็มส์

โสมกับใบแปะก๊วยนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายคนเรายังไงบ้าง

 

เคยได้ยินกันมาหนาหูว่าโสมเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่ช่วยบำรุงร่างกายได้ดีมาก ส่วนใบแปะก๊วยก็เป็นสมุนไพรที่ดีต่อสุขภาพ หลายคนคงทราบเพียงแค่นั้น แต่จะมีสักกี่คนที่จะทราบว่าโสมและใบแปะก๊วยมีประโยชน์ต่อร่างกายคนเรายังไงบ้าง

โสม เป็นพืชสมุนไพรมีคุณสมบัติพิเศษ มีฤทธิ์อุ่น สรรพคุณคือช่วยบำรุงเลือดลม ช่วยคุมระดับน้ำตาล (เบาหวาน) ปรับสมดุลหยินและหยาง เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ให้พลังงานและความมีชีวิตชีวา เหมาะกับผู้ที่รู้สึกหมดกำลัง เหนื่อยล้า ไม่ตื่นตัว ช่วยบำรุงในเรื่องของความดัน หอบหืด หรือโรคหัวใจ โสม ไม่ใช่เครื่องดื่มชูกำลังที่ให้ผลเฉพาะครั้ง หากแต่ “โสม” เป็นสมุนไพรบำรุงร่างกาย ที่นิยมกันมานานในแถบเอเชียนับพันปี ซึ่งมีบันทึกอยู่ในตำรับเภสัชของจีน เป็นสมุนไพรโบราณปลูกยาก จึงทำให้มีราคาแพง
ใบแปะก๊วย เป็นสมุนไพรที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน มีลักษณะคล้ายใบพัด มี 2 กลีบ เป็นสมุนไพรที่จัดว่ามีสรรพคุณค่อนข้างหลากหลายและดีมากชนิดหนึ่ง สามารถใช้ในการรักษาโรคสมองเสื่อม โรคซึมเศร้า อาการหลงๆลืมๆ จึงนิยมแนะนำให้ใช้เพื่อปรับปรุงระบบไหลเวียนโลหิตในสมอง เพราะเมื่อสมองขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง ย่อมเสื่อมสมรรถภาพและฝ่อไปในที่สุด ส่งผลกระทบต่อการกระทำงานและประสิทธิภาพของสมอง

ใบแปะก๊วยไม่ได้เหมาะกับเพียงกลุ่มผู้สูงอายุเท่านั้น แต่เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย ทำให้มีนำมาการสกัดเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อบำรุงสมองเป็นจำนวนมากในปัจจุบัน ใบแปะก๊วยในรูปของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยทั่วไปแล้วสารสกัดจากใบแปะก๊วยมักมีวางจำหน่ายในรูปของแคปซูลขนาดตั้งแต่ 40-60 มิลลิกรัมต่อแคปซูล โดยทานได้มากสุด 240 มิลลิกรัมต่อวัน

แต่ก็มีข้อห้ามในการรับประทานสารสกัดจากใบแปะก๊วย คือห้ามรับประทานร่วมกับยาแอสไพรินหรือสารป้องกันการเกิดลิ่มเลือดต่าง ๆ เด็ดขาด ย้ำห้ามเด็ดขาด เพราะอาจทำให้มีเลือดออกที่ตาขาวได้ และสำหรับหญิงตั้งครรภ์หรือผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันต่ำหรือสูงกว่าปกติ ก็ไม่ควรรับประทาน หรือเอาให้แน่ใจลองปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานก็ได้

ซึ่งตอนนี้ก็มีผลิตภัณฑ์อาหารเสริมหลายตัวที่จับสมุนไพรมากประโยชน์ทั้ง 2 ตัวมาเป็นส่วนผสมเพื่อให้เกิดประโยชน์กับผู้ที่รับประทานมากยิ่งขึ้น อย่าง Gin-Mem ก็เป็นหนึ่งในอาหารเสริมที่มีส่วนผสมที่สกัดจากโสม ใบแปะก๊วย ผสมกับแร่ธาตุโมลิบดินัม แมกนีเซียม และวิตามินเกลือกว่าอีกกว่า 20 ชนิดที่ช่วยบำรุงร่างกาย ให้ร่างกายมีความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า บำรุงร่างกาย เสริมสร้างสมรรถภาพร่างกายได้ดี รวมถึงยังช่วยบำรุงระบบประสาท การทำงานของสมอง ช่วยในเรื่องของความจำได้อีกด้วย

หากคุณเป็นคนนึงที่กำลังมองหาวิธีที่ช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงสมอง การทานอาหารเสริมก็เป็นทางเลือกนึงที่น่าสนใจ ก็ลองหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจได้ แต่ทางที่ดีก็ควรจะรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อสุขภาพที่ดีจากภายในอย่างแท้จริงนั่นเอง

จริงหรือไม่? นอนให้น้ำเกลือ ทำให้บวม-อ้วน

 

น้ำเกลือ คืออะไร?

น้ำเกลือ คือของเหลวที่ประกอบด้วยน้ำ วิตามิน กลูโคส และเกลือแร่ ในบางครั้งอาจมีการใส่ยาลงไปด้วย เพื่อการรักษาผู้ป่วยในบางกรณี

น้ำเกลือจะถูกปรับให้เข้มข้นใกล้เคียงกันกับเลือดของคนเราให้มากที่สุด เพื่อความปลอดภัยของตัวผู้ป่วยเอง

ให้น้ำเกลือ เพื่ออะไร?

ตามปกติแล้ว ในร่างกายของผู้ป่วยจะมีการสูญเสียน้ำอยู่แล้ว หากผู้ป่วยสามารถดื่มน้ำ รับประทานอาหารได้ตามปกติ แต่โดยปกติแล้วผู้ป้วยที่นอนโรงพยาบาลมักมีอาการที่ทำให้ทานอาหารได้น้อยลง หรือลำบากมากยิ่งขึ้น เช่น มีอาการอาเจียน ท้องเดิน ไข้สูง หรือเสียเลือดจากอุบัติเหตุ น้ำเกลือจึงเป็นสารอาหารทดแทนในยามที่ผู้ป่วยอาจทานอาหารได้น้อยลง

การให้น้ำเกลือ ทำให้บวม-อ้วนขึ้น จริงหรือ?

ผู้ป่วยที่โดนให้น้ำเกลือ อาจรู้สึกว่าตัวเองมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น แต่จะเป็นอาการแค่ในชั่วขณะนั้นแค่เพียงช่วงเดียวสั้นๆ เมื่อร่างกายกลับมาทำงานตามปกติ อวัยวะที่ทำหน้าที่ในการขับน้ำออกจากร่างกายทำงานตามปกติ ร่างกายก็จะกลับมาเข้าสู่สภาพปกติได้ในเวลาไม่นาน

แต่หากอวัยวะที่ทำหน้าที่ขับน้ำออกจากร่างกายทำงานได้ไม่ปกติ อาจทำให้ผู้ป่วยท่านนั้นมีอาการบวมน้ำได้ แต่โดยปกติทั่วไปหากอยู่ในความดูแลของแพทย์ และพยาบาลตลอดการรักษาที่โรงพยาบาล ผู้ป่วยจะได้รับการดูแล ปรับระดับการให้น้ำเกลืออย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันอาการบวมน้ำอยู่แล้ว

โดยเฉลี่ยแล้ว น้ำเกลือส่วนที่เหลือในร่างกาย จะถูกกำจัดออกไปภายใน 24 ชั่วโมง

คราวนี้ถ้าจะต้องนอนโรงพยาบาล แล้วโดนให้น้ำเกลือ ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะทำให้บวมหรืออ้วนกันอีกต่อไปแล้วล่ะค่ะ

ขอขอบคุณ
ข้อมูล : รายการ Happy and Healthy

“บัวหิมะ” พืชมหัศจรรย์ ลดไขมัน-น้ำตาล-ความดันสูง

 

หากพูดถึง “บัวหิมะ” เชื่อว่าหลายคนน่าจะรู้จักในแบบของครีมบัวหิมะที่บรรจุอยู่ในกระปุก อาจจะซื้อตอนอยู่ในไทย หรือไม่ก็ตอนไปเที่ยวประเทศจีน แต่จริงๆ แล้วบัวหิมะที่เป็นพืชสดๆ ไม่ใช่ครีมบัวหิมะ มีประโยชน์ในด้านของสุขภาพมากเลยทีเดียว

บัวหิมะ จัดเป็นพืชประเภทหัวที่ทานสดๆ ได้ มีรสชาติดีคล้ายมันแกวผสมแห้ว และสาลี่ เต็มไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอยู่มากมาย

1. มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงช่วยบำรุงผิวพรรณให้เต่งตึง และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งได้

2. ช่วยชะลอความเสื่อมของของร่างกาย ทำให้เราคงความอ่อนเยาว์ และแก่ช้าลง

3. ให้แคลอรี่ต่ำ แต่ใยอาหารมาก จึงเหมาะสุดๆ กับผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก

4. เนื่องจากมีใยอาหารสูง จึงช่วยให้การขับถ่ายคล่องตัวมากขึ้น

5. ช่วยลดไขมันในเลือด และลดน้ำตาลในเลือดได้

6. ป้องกันโรคไขมันอุดตันเส้นเลือด เส้นเลือดตีบตัน และโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับบหัวใจ และหลอดเลือดได้

7. ลดระดับความดันโลหิตได้

แต่ข้อควรระวังในการทานบัวหิมะก็มีนะคะ เพราะมีบางคนที่แพ้บัวหิมะได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งทานเป็นจำนวนมากในครั้งแรกที่ทานแล้วกันค่ะ

10 ประโยชน์ “เห็ดเข็มทอง” ลดน้ำหนัก-เบาหวาน

 

“เห็ดเข็มทอง ทำอะไรก็อร่อย” เราเป็นคนหนึ่งที่เชื่ออย่างนั้นค่ะ เพราะไม่ว่าจะต้ม ผัด แกง ทอด ยำ นึ่ง ใส่ลงไปในเมนูไหนก็อร่อยไปหมด แล้วที่สำคัญ เห็ดเข็มทอง ไม่ได้อร่อยแต่เพียงอย่างเดียว เพราะยังมีประโยชน์อีกมากมาย ที่อ่านแล้วคุณต้องอยากพุ่งตัวออกไปซื้อมาทำอาหารทานทันที จะมีอะไรบ้าง มาดูกันค่ะ

10 ประโยชน์ “เห็ดเข็มทอง”

1. ช่วยดักจับไขมันส่วนเกินในเลือด จึงช่วยลดน้ำหนักได้ และยังป้องกันโรคอ้วนได้อีกด้วย

2. ทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น

3. บำรุงผิวพรรณให้มีน้ำมีนวลขึ้น

4. ช่วยลดคอเลสเตอรอลในร่างกาย

5. รักษาโรคตับ กระเพาะอาหาร และลำไส้เรื้อรัง

6. มีสารเฟรมมูลิน (Flammulin) ที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง

7. เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันโรคให้กับร่างกาย

8. ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ จึงเหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน

9. บำรุงสมอง เสริมสร้างความจำให้ดีขึ้น

10. กระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญในร่ายกาย ช่วยให้ร่างกายดูดซับสารอาหารได้ดียิ่งขึ้น

ถึงแม้ว่าเห็ดเข็มทองจะทำอาหารได้อร่อยทุกเมนู แต่อย่าลืมว่าเห็ดเข็มทอง ต้องล้างให้สะอาด ตัดรากออก และต้องทำให้สุกก่อนทานนะคะ อย่าเผลอทานดิบล่ะ

ภาพประกอบจาก istockphoto

สหรัฐแนะ เด็กอายุก่อน 1 ขวบ เริ่มทาน “ถั่วลิสง”

 

ถั่วลิสงเป็นอาหารว่่างยอดนิยมอย่างหนึ่ง ในสหรัฐอเมริกา เเซนวิชเนยถั่งลิสงกับแยมเจลลี่หรือที่เรียกว่า peanut butter and jelly sandwich เป็นอาหารกลางวันที่ขายในโรงอาหารของโรงเรียน

บรรดากุมารเเพทย์ในสหรัฐฯ เเนะนำไม่ให้เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบ รับประทานอาหารที่มีถั่วลิสงผสม แต่การศึกษาที่จัดทำเมื่อปี ค.ศ. 2015 ในอังกฤษพบว่า การรอนานเกินไปน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุที่ทำให้เด็กแพ้ถั่วลิสง

ด็อกเตอร์แอนโธนี่ เฟาชี่ แห่งสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดต่อแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Institute of Allergies and Infectious Diseases) กล่าวว่าการศึกษาของทีมวิจัยอังกฤษ เปรียบเทียบอัตราการเกิดอาการแพ้ถั่วลิสงในเด็กในประเทศอิสราเอล กับเด็กชาวยิวในประเทศอังกฤษ เเล้วพบว่าเด็กในอิสราเอลเริ่มรับประทานอาหารที่มีถั่งลิสงผสมตั้งเเต่อายุเพียงไม่กี่เดือน

และเมื่อเทียบกันเเล้ว พบว่าอาการแพ้ถั่วลิสงในเด็กชาวอิสราเอลในประเทศอิสราเอลน้อยลงมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับเด็กชาวอิสราเอลที่อาศัยในประเทศอังกฤษ

ผลการวิจัยที่น่าสนใจนี้ชี้ว่า เด็กทารกมีระบบหรือกระบวนการในร่างกายที่สามารถฝึกไม่ให้ตอบสนองทางลบต่อถั่วลิสงได้ ระบบนี้อาจจะหมดไปเมื่อเด็กอายุครบ 1 ปี

เขากล่าวว่าผลการศึกษานี้ทำให้คณะกรรมการซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ เห็นด้วยกับการออกข้อเสนอเเนะใหม่เกี่ยวกับเรื่องนี้เเก่กุมารแพทย์ในสหรัฐฯ ที่เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้ในเด็ก

ด็อกเตอร์แอนโธนี่ เฟาชี่ ผู้อำนวยการแห่งสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดต่อแห่งชาติ กล่าวว่าหากเด็กมีประวัติของภูมิแพ้ที่ผิวหนัง หรือเเพ้ไข่อย่างรุนแรง ในช่วงอายุ 4 – 6 เดือน ผู้ปกครองควรพาบุตรไปพบเเพทย์เพื่อตรวจผิวหนังหรือเลือด เพื่อระบุให้ได้ว่าเด็กแพ้ถั่วลิสงร่วมด้วยหรือไม่

หากเเพ้ถั่วลิสงด้วย เด็กคนดังกล่าวไม่ควรทดลองกินอาหารที่มีถั่วลิสงเป็นอันขาด เเต่หากพบว่าไม่เเพ้ถั่วลิสง ก็ถือว่าปลอดภัยที่จะทดลองให้เด็กรับประทานอาหารที่มีถั่วลิสงผสมในช่วงอายุ 4 – 6 เดือน

หากทารกมีอาการภูมิเเพ้ที่ผิวหนัง และเเพ้ไข่ในระดับปานกลางถึงอ่อนๆ เป็นไปได้ว่ากุมารเเพทย์อาจจะเเนะนำให้เด็กลองรับประทานอาหารที่มีถั่งลิสงผสมได้เมื่ออายุครบ 6 เดือน เเละเด็กคนดังกล่าวอาจจะไม่จะเป็นต้องเข้ารับการตรวจหาอาการภูมิเเพ้ก็ได้

ส่วนเด็กคนที่ไม่มีอาการภูมิแพ้ใดๆ หรือไม่มีประวัติภูมิแพ้ในครอบครัว สามารถทดลองรับประทานอาหารที่มีถั่วลิสงเป็นส่วนประกอบได้โดยไม่กำหนดระดับอายุ