เบาหวานขึ้นจอประสาทตา รู้เร็ว ป้องกัน รักษาได้

 

โรคเบาหวานถือเป็นหนึ่งในโรคเรื้อรังที่คุกคามคนไทยจำนวนมาก ปัจจุบันพบผู้ป่วยโรคเบาหวานมากถึง 5 ล้านรายในประเทศไทย เนื่องจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป คือการรับประทานอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล และไขมันมากขึ้น บวกกับการขาดการออกกำลังกายและการดำเนินชีวิตที่เร่งรีบในเมือง โดยข้อมูลล่าสุดจากองค์การอนามัยโลก (WHO) เผยว่าประชากรทั่วโลกที่มีอายุมากกว่า 18 ปี ป่วยเป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 8.5 และยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โรคเบาหวานก่อให้เกิดความผิดปกติของหลอดเลือดทั่วร่างกาย ซึ่งมักนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนในอวัยวะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความผิดปกติที่สมอง หัวใจ ไต อาการเส้นประสาทชาตามปลายมือและเท้า ตลอดจนการสูญเสียทางการมองเห็นอย่างเฉียบพลันอันเป็นผลจากภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา หรือที่มักเรียกกัน ว่า “เบาหวานขึ้นตา”

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ภฤศ หาญอุตสาหะ ประธานชมรมจอประสาทตาแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า “โรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตาเริ่มจากหลอดเลือดในจอตาเกิดความผิดปกติ โดยระยะแรกหลอดเลือดฝอยที่จอประสาทตามีอาการโป่งพองและแตกเป็นจุดเลือดออกเล็กๆ หากปล่อยทิ้งไว้จนเกิดการรั่วซึมมากขึ้น จะทำให้ตามัวลงเนื่องจากจุดภาพชัดบวม ต่อมาเมื่อโรคลุกลามมากขึ้นจนเกิดการอุดตันของหลอดเลือด จะทำให้เกิดภาวะจอตาขาดเลือดและกระตุ้นให้เกิดการสร้างหลอดเลือดใหม่ตามกลไกทางธรรมชาติ ซึ่งมักก่อให้เกิดเนื้อเยื่อเป็นพังผืดยึดดึงจอตาจนฉีกขาด ส่งผลให้ผู้ป่วยสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรในที่สุด ทั้งนี้ภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาอาจเกิดขึ้นกับดวงตาเพียงข้างเดียว หรือดวงตาทั้งสองข้างในเวลาเดียวกัน”

“ผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานนาน 15 ปีขึ้นไป มีโอกาสเกิดโรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตามากถึงร้อยละ 80 โดยสัดส่วนดังกล่าวจะเพิ่มมากขึ้นตามระยะเวลาการป่วยเป็นโรคเบาหวาน ยิ่งไปกว่านั้น คนไทยเกือบร้อยละ 50 ยังไม่ทราบว่าตนเองป่วยเป็นโรคเบาหวาน และยังมีอีกจำนวนมากที่รู้ตัวแต่กลับไม่เข้ารับการรักษา หรือละเลยการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดี หากผู้ป่วยโรคเบาหวานไม่ได้รับการตรวจตาและเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที ผู้ป่วยจะมีความเสี่ยงอาการแทรกซ้อนทางจอตา โดย 1 ใน 5 มักสูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็วภายใน 3 ปี” รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ภฤศ กล่าวเสริม

การรักษาโรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตาทำได้ด้วยการยิงเลเซอร์และการฉีดยาเข้าวุ้นตาเป็นวิธีมาตรฐานสำหรับผู้ป่วยในระยะที่มีการสร้างหลอดเลือดใหม่หรือมีจุดภาพชัดบวม โดยวิธีการดังกล่าวจะช่วยลดการรั่วไหลของเลือดและทำให้หลอดเลือดเกิดใหม่ฝ่อลง แต่สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง เช่น ภาวะเลือดออกในวุ้นตา หรือจอประสาทตาหลุดลอกจากการถูกพังผืดดึงรั้งนั้น จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดวุ้นตาประกอบวิธีการรักษาอื่นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้โรคลุกลามและช่วยซ่อมแซมจอตาให้กลับเข้าที่เดิม อย่างไรก็ตาม การมองเห็นของผู้ป่วยอาจไม่สามารถกลับมาดีดังเดิม เนื่องจากวิธีการต่างๆ มักเป็นการรักษาเมื่อปลายเหตุเพื่อไม่ให้อาการแย่ลง หรือช่วยให้ผู้ป่วยบางรายกลับมามองเห็นในระดับที่ยังสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

“ผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตาระยะแรกอาจไม่รู้สึกว่ามีอาการผิดปกติใดๆ ดังนั้น ผู้ป่วยโรคเบาหวานทุกคนควรเข้ารับการตรวจตาอย่างสม่ำเสมอแม้ไม่มีอาการตามัว โดยจักษุแพทย์จะหยอดยาขยายรูม่านตาและถ่ายภาพจอประสาทตาเพื่อวินิจฉัยจอตาอย่างละเอียด” รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ภฤศ กล่าว “นอกจากนี้ ภาวะจุดภาพชัดบวมอาจเกิดกับดวงตาเพียงข้างเดียว จึงทำให้ผู้ป่วยบางรายไม่รู้ตัวว่าการมองเห็นในตาข้างใดข้างหนึ่งของตนบกพร่อง ฉะนั้น ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรหมั่นทดสอบการมองเห็นของตาทีละข้างเป็นประจำด้วยตนเอง โดยปิดตาข้างใดข้างหนึ่งแล้วใช้ตาข้างเดียวมอง หากพบว่าตามัวลงควรรีบพบแพทย์ทันที”

สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีอาการสายตาพร่ามัวหรือมีปัญหาทางด้านการมองเห็น ควรรีบเข้ารับการวินิจฉัยอาการและขอคำปรึกษาจากจักษุแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และหากพบว่ามีอาการของโรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตา ควรควบคุมระดับน้ำตาลและความดันโลหิต โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองในหลายๆ ด้านเพื่อชะลอการทรุดตัวของโรค และเพิ่มโอกาสตอบสนองต่อการรักษา นอกจากการเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม โดยหลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนประกอบของแป้งและน้ำตาลในปริมาณมาก ที่สำคัญผู้ป่วยควรทำจิตใจให้เบิกบานควบคู่ไปกับการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

8 สาเหตุควรรู้! ต้าน “โรคกระดูกพรุน” ก่อนจะสายเกินแก้

 

การขาดแคลเซียมเป็นสาเหตุหลักของ “โรคกระดูกพรุน” แต่ทราบหรือไม่ว่า นอกจากการดื่มนมไม่เพียงพอแล้วนั้น ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกที่ทำให้เกิดภาวะขาดแคลเซียม

1. การสูบบุหรี่ : แคลเซียมรักษาความเป็นกรด – ด่าง ของเลือด แต่การสูบบุหรี่จะทำให้ร่างกายมีภาวะเป็นกรดสูงทำให้แคลเซียมละลายออกจากกระดูก

2. แอลกอฮอล์ : ลดประสิทธิภาพการกระตุ้นวิตามินดีไปดูดแคลเซียมจากตับ

3. กาเฟอีน : เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน เช่น ชา ช็อกโกแลต กาแฟ ทำให้ร่างกายขับแคลเซียมมากเกินจำเป็น

4. น้ำอัดลม : กรดฟอสฟอริกที่ทำให้เกิดฟองฟู่ชวนดื่ม ทำให้ร่างกายต้องสลายแคลเซียมจากคลังกระดูก เพื่อรักษาระดับฟอสฟอรัสในเลือดไม่ให้สูงเกินไปจนเป็นอันตราย

5. เกลือ : เมื่อเข้าสู่ร่างกายมากไปจะทำให้แคลเซียมสลายตัว

6. ยาเคลือบกระเพาะ : มักมีส่วนประกอบของอะลูมิเนียมที่ทำให้ร่างกายขับแคลเซียม ก่อนรับประทานควรปรึกษาแพทย์

7. ไม่ออกกำลังกาย : มีรายงานว่า การออกกำลังกายที่เกี่ยวข้องกับแรงโน้มถ่วงของโลก เช่น การวิ่ง จะช่วยเพิ่มมวลกระดูกส่วนการว่ายน้ำและฝึกโยคะจะช่วยรักษาปริมาณมวลกระดูก

8. ขาดวิตามินดีจากแสงอาทิตย์ : วิตามินดีจากแดดตอนเช้าจะช่วยดูดซึมแคลเซียมจากทางเดินอาหาร ลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนก่อนวัยอันควรได้

ลองปรับการดำเนินชีวิตโดยหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงทั้ง 8 ข้อ นี้ เพื่อความแข็งแรงของกระดูกและทำให้เราไม่เป็น โรคกระดูกพรุน อีกด้วย

ขอขอบคุณ
ข้อมูล : นักโภชนากรสุภิญญา ธีรฐิติธรรม โรงพยาบาลไทยนครินทร์

6 อาการฉุกเฉินวิกฤติ เข้ารักษาในโรงพยาบาลฟรี 72 ชม.

 

สพฉ. ตั้งอนุกรรมการฯ ดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติให้ได้รักษาฟรีตามนโยบาย “เจ็บป่วยฉุกเฉิน รักษาทุกที่ ดีทุกสิทธิ์” เสนอครม.ของบสนับสนุน 1,000 ล้านบาท ย้ำมีเกณฑ์การคัดแยกชัดเจน พร้อมจัดทีมแพทย์ประจำเพื่อให้คำปรึกษา และแก้ปัญหาการคัดแยกให้มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน (กพฉ.) เกี่ยวกับโครงสร้างค่ารักษาพยาบาลในระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน และความคืบหน้าตามนโยบาย “เจ็บป่วยฉุกเฉิน รักษาทุกที่ ดีทุกสิทธิ์” ว่าที่ประชุม ได้เตรียมนำเสนอในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีถึงแนวทางในการจัดการโดยจะให้สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เป็นผู้รับผิดชอบหลัก

เบื้องต้นได้เสนอของบประมาณในสนับสนุนโครงการนี้ 1,000 ล้านบาท และ กพฉ. ได้ตั้งคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน โดยมีรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน มาเพื่อรับผิดชอบดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ เพื่อบูรณาการการทำงานกับภาคส่วนต่างๆ ให้เป็นเอกภาพ รวมถึงการเจรจาต่อรองค่ารักษาพยาบาลกับทั้ง 3 กองทุน และภาคเอกชนด้วย เพื่อให้ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติเข้ารับรักษาฟรีใน 72 ชั่วโมงแรก ตามนโยบาย “เจ็บป่วยฉุกเฉิน รักษาทุกที่ ดีทุกสิทธิ์”

ส่วนกรณีที่หลายโรงพยาบาลมีข้อขัดแย้งเรื่องการรับรักษาประชาชนเนื่องจากเห็นว่าไม่ใช่ผู้ป่วยฉุกเฉินที่มีภาวะวิกฤตินั้น สพฉ. ได้กำหนดหลักเกณฑ์การประเมินเพื่อคัดแยกระดับความฉุกเฉินและมาตรฐานการปฏิบัติการฉุกเฉินไว้ในประกาศคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินแล้ว

โดยผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต คือ บุคคลซึ่งได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการป่วยกะทันหัน ซึ่งมีภาวะคุกคามต่อชีวิต และหากไม่ได้รับปฏิบัติการแพทย์ทันทีเพื่อแก้ไขระบบการหายใจ ระบบไหลเวียนเลือด หรือระบบประสาทแล้ว ผู้ป่วยจะมีโอกาสเสียชีวิตได้สูง หรือทำให้การบาดเจ็บหรืออาการป่วยของผู้ป่วยฉุกเฉินนั้นรุนแรงขึ้นหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้อย่างฉับไว และเมื่อมาถึงสถานพยาบาลแล้วผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติจะต้องได้รับการตรวจรักษาภายใน 0-4 นาที

เลขาธิการ สพฉ. กล่าวต่อว่า สำหรับอาการที่สามารถเข้ารับสิทธิรักษาฟรีได้จะต้องมีอาการดังนี้

1. หัวใจหยุดเต้น ไม่หายใจ ไม่ตอบสนองต่อการเรียกหรือกระตุ้น ไม่มีชีพจร จำเป็นต้องได้รับการกู้ชีพทันที

2. การรับรู้ สติเปลี่ยนไป บอกเวลา สถานที่ คนที่คุ้นเคยผิดอย่างเฉียบพลัน

3. ระบบหายใจมีอาการดังนี้ ไม่สามารถหายใจได้ปกติ หายใจเร็ว แรง และลึก หายใจมีเสียงดังผิดปกติ พูดได้แค่สั้นๆ หรือร้องไม่ออก ออกเสียงไม่ได้ สำลักอุดทางเดินหายใจกับมีอาการเขียวคล้ำ

4. ระบบไหลเวียนเลือดวิกฤติอย่างน้อย 2 ข้อ คือ ตัวเย็นและซีด เหงื่อแตกจนท่วมตัว หมดสติชั่ววูบ หรือวูบเมื่อลุกยืนขึ้น

5. อวัยวะฉีกขาด เสียเลือดมาก เสี่ยงต่อการพิการ

6. อาการอื่นๆ ที่มีภาวะเสี่ยงต่อชีวิตสูง เช่น เจ็บหน้าอกรุนแรง แขนขาอ่อนแรงทันทีทันใด หรือกำลังชักขณะแรกรับที่จุดคัดแยก

อย่างไรก็ตามหากเกิดกรณีความขัดแย้งหรือมีข้อสงสัย โรงพยาบาลเอกชนสามารถสอบถามเข้ามาได้โดยตรงที่สพฉ. ซึ่งได้จัดทีมแพทย์ให้ประจำการเพื่อให้คำปรึกษาและแก้ปัญหาการคัดแยกให้มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้จะต้องเร่งประชาสัมพันธ์กับประชาชนด้วยว่าอาการใดบ้างคืออาการฉุกเฉินวิกฤติ เนื่องจากที่ผ่านมามีปัญหาความเข้าใจผิด

โรคฉี่หนู ภัยร้ายคร่าชีวิตมนุษย์ช่วงฝนตก-น้ำท่วม

 

ฝนตก น้ำท่วม เป็นเรื่องที่เราเจอกันอยู่บ่อยๆ ในช่วงหน้าฝนแบบนี้ นอกจากจะเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว ยังนำมาซึ่งอันตรายที่เป็นภัยเงียบ คร่าชีวิตผู้คนไปจำนวนไม่น้อยอีกด้วย นั่นก็คือ “โรคฉี่หนู” นี่เองค่ะ
โรคฉี่หนู คืออะไร

โรคฉี่หนู หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ โรคเล็ปโตสไปโรซิส เป็นโรคที่ติดต่อจากสัตว์สู่มนุษย์ โดยมีต้นเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรียชื่อเล็บโตสไปร่า ที่มักอาศัยอยู่ในอวัยวะต่างๆ ของสัตว์ต่างๆ เช่น หนู สุนัข โค กระบือ สุกร แพะ แกะ และสัตว์เลี้ยงในบ้านอื่นๆ โดยเฉพาะที่ไต จึงทำให้เมื่อสัตว์เหล่านี้ขับถ่ายของเสียออกมาตามพื้นท้องถนนสาธารณะ ปะปนกับน้ำท่วมขังหลังฝนตก ทำให้เชื้อแบคทีเรียเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายของเราผ่านทางบาดแผลตามเท้า ซอกเล็บ ขาของมนุษย์ได้ นอกจากช่วงน้ำท่วมขังในหน้าฝนแล้ว ชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน และพ่อค้าแม่ค้าในตลาดสด ที่ต้องเดินย่ำในพื้นที่น้ำขังบ่อยๆ มีสิทธิ์ได้รับเชื้อนี้จากของเสียของสัตว์บนพื้น บนดินได้เช่นกัน

อาการของโรคฉี่หนู

หลังจากผู้ป่วยได้รับเชื้อเป็นเวลา 5-14 วัน จึงจะสามารถสังเกตเห็นอาการได้ ดังนี้

1. ระยะเชื้อเข้ากระแสเลือด ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะ บริเวณหน้าผาก หลังตา หรืออาจจะปวดขมับทั้งสองข้าง ปวดเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณน่องขา โคนขา และมีไข้ ในบางรายอาจมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ ท้องเสีย หรือตาแดงจากเนื่องจากเส้นเลือดขยาย โดยไม่มีอาการอักเสบ

2. ระยะร่างกายสร้างภูมิ หลังจากมีไข้เป็นระยะเวลา 7 วัน ไข้จะลดลง 1-2 วัน และจะกลับมามีไข้สูงอีกครั้ง ปวดศีรษะ สับสน ซึม เบื่ออาหาร เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เยื่อบุตาอักเสบ มีผื่นแดง และการทำงานของตับ ไต ผิดปกติ
นอกจากนี้ยังมีอาการอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบไปทั่วร่างกายอีกมากมาย เช่น ตัวเหลือง (ดีซ่าน) ม้ามโต เกล็ดเลือดต่ำ ฯลฯ

วิธีรักษา

พบแพทย์อย่างเร็วที่สุด เมื่อรู้ตัวว่าเคยลุยน้ำท่วมขังในระยะ 1-3 อาทิตย์ที่ผ่านมา แพทย์จะดำเนินการรักษาโดยให้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อโรคตามอาการและความรุนแรงของโรค ยิ่งพบแพทย์เร็ว ยิ่งมีโอกาสหายเร็ว โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่เสียชีวิต เกิดจากพบแพทย์ช้าเกินไป
วิธีป้องกันจาก โรคฉี่หนู

1. สวมรองเท้าบู้ทยาวทุกครั้ง เมื่อต้องลุยน้ำขัง หากไม่มีโอกาสได้สวมรองเท้าบู้ท เมื่อลุยน้ำเสร็จต้องรีบล้างมือล้างเท้าด้วยผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรคโดยเร็ว

2. หลีกเลี่ยงการเดิน หรือสัมผัสน้ำขังในพื้นที่สาธารณะต่างๆ

3. หมั่นทำความสะอาดบริเวณในบ้าน และนอกบ้าน หากเลี้ยงสัตว์ไว้ในบ้าน หรือบริเวณบ้าน หมั่นทำความสะอาด กำจัดของเสียของสัตว์อยู่เป็นประจำ

4. ล้างมือล้างเท้าให้สะอาดทุกครั้ง หากมีความจำเป็นต้องสัมผัส หรือจับภาชนะบรรจุของเสียของสัตว์

5. พยายามอย่าตัดเล็บเท้าสั้นเกินไป จนเกิดบาดแผล เท้าเป็นตำแหน่งที่เชื้อโรคจากที่ต่างๆ สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย
รู้วิธีรักษาและป้องกันแล้ว คราวนี้ก็ไม่ต้องกลัวโรคฉี่หนูกันอีกต่อไปแล้วเนอะ อย่าลืมแบ่งปันข้อมูลดีๆ ให้กับคนที่คุณรัก จะได้ระมัดระวังตัวกันไว้ด้วยนะคะ

“ฝังแร่” ฟางเส้นสุดท้าย รักษามะเร็ง

 

รศ.นพ.พิพัฒน์ เชี่ยววิทย์
ภาควิชารังสีวิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

เมื่อต้องทนทรมานกับโรคมะเร็งระยะสุดท้าย แม้จะเป็นเพียงความหวังน้อยนิด ที่ได้รับทราบข้อมูลข่าวสาร ที่อาจไม่ได้รับการคัดกรอง หากแต่ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยก็ยินดีที่จะเลือกรักษาด้วยวิธี “ฝังแร่ไอโอดีน -125”

ทำไมต้องเป็นไอโอดีน -125 ว่ากันว่า สรรพคุณของแร่ชนิดนี้เมื่อฝังเข้าสู่ร่างกาย จะไม่มีความเจ็บปวด ไม่เสียเลือดมาก อาการแทรกซ้อนน้อย

ในทางการแพทย์ ไอโอดีน -125 เป็นการรักษาด้วยรังสีระยะใกล้ โดยนำเอาสารกัมมันตรังสีไอโอดีน-125 ที่มีลักษณะเป็นแคปซูลขนาดเล็กมาก คล้ายเมล็ดข้าวสาร มาฝังแบบถาวรในร่างกาย บริเวณเนื้องอกที่ยังไม่ลุกลามหรือกระจายไปยังที่ต่างๆ โดยที่ไอโอดีน-125 นั้น จะปล่อยรังสีแกมม่าอยู่บริเวณรอบๆ ก้อนเนื้องอกเท่านั้น

สำหรับไอโอดีน -125 นี้ เคยนิยมใช้รักษามะเร็งต่อมลูกหมากมานานกว่า 50 ปี โดยที่ต่อมลูกหมากเป็นอวัยวะที่อยู่ลึกในอุ้งเชิงกราน ซึ่งรังสีที่แผ่ออกมาจะไม่สูงถึงระดับที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้คนรอบข้าง จึงจัดไอโอดีน -125 อยู่ในกลุ่มการรักษาที่มีความเสี่ยงทางรังสีต่ำ และมีอายุเพียงครึ่งชีวิตเท่ากับ 60 วัน หมายความว่า ทุกๆ 60 วัน ความแรงของรังสีจะลดลงครึ่งหนึ่งจากจุดเริ่มต้น และจะลดลงเรื่อยๆ จนสลายตัวหมดไป โดยพลังงานที่ปล่อยออกมานั้นใกล้เคียงกับพลังงานรังสีเอกซ์ที่ใช้ในการถ่ายภาพเอกซเรย์เต้านม รวมถึงมีอำนาจการทะลุทะลวงน้อย เนื่องจากส่วนใหญ่จะถูกปิดกั้นโดยเนื้อเยื่อของร่างกาย บางส่วนที่ออกมาภายนอกได้ ก็จะกระทบกับร่างกายในระยะตื้นๆ เท่านั้น แต่ในส่วนอื่นๆ ของร่างกาย เช่น มะเร็งเต้านม และมะเร็งที่กระจายมาใกล้บริเวณผิวหนัง จะมีปริมาณรังสีที่แผ่ออกมาภายนอก อาจสูงกว่าการฝังบริเวณต่อมลูกหมากได้

อย่างไรก็ดี ไอโอดีน -125 ไม่สามารถใช้รักษาได้กับทุกอวัยวะ โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย ที่โรคลุกลามไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย แต่หากนำไปใช้จริงในปริมาณที่สูง จะเกิดอะไรขึ้น

ร่างกายไม่สามารถทนทานได้ และอาจเกิดผลแทรกซ้อนจนเสียชีวิต

ผู้ที่ใกล้ชิดผู้ป่วยหรือผู้ให้การดูแลรักษาตลอดเวลา อาจจะรู้สึกอ่อนเพลีย ยิ่งสัมผัสร่างกายของผู้ป่วยเป็นเวลานานทุกวัน จะเกิดแผลที่ผิวหนัง หรือพุพองได้
ควรแยกผู้ป่วยต่างหาก ไม่พักรวมกัน ยกเว้นผู้ป่วยช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และควรใส่เสื้อกำบังรังสีทั้งตัวผู้ป่วยเอง เพื่อป้องกันรังสีที่จะแผ่ออกมาภายนอก และสำหรับผู้ใกล้ชิด เพื่อลดระดับปริมาณรังสีที่จะได้รับให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย
ผู้ป่วยควรอยู่ห่างจากสตรีมีครรภ์และเด็กอายุต่ำกว่าสามขวบในระยะตั้งแต่ 1.7 เมตร ขึ้นไป โดยเฉพาะช่วง 2 เดือนแรก
ในกรณีกลับจากการรักษาฝังแร่ไอโอดีน -125 ที่ต่างประเทศ ผู้ป่วยและญาติควรแจ้งแก่เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ทุกครั้ง ที่เข้ามารับบริการทางการแพทย์ในโรงพยาบาล หรือสถานบริการทางการแพทย์ทุกแห่งว่า ตนได้รับการฝังแร่ไอโอดีน -125 ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ต่อผู้ป่วยและผู้ใกล้ชิด นอกจากจะได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ถูกต้องแล้ว ยังเป็นการร่วมดูแลสังคมรอบข้างที่อยู่ร่วมกันด้วย

ในปัจจุบันมีการรักษามะเร็งระยะต่างๆ หลายรูปแบบด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด การฝังแร่ชนิดไม่ถาวร ที่สามารถควบคุมความปลอดภัยของรังสีได้ การฉายแสง การให้เคมีบำบัด การรักษาทางวิธีรังสีร่วมรักษา ฯลฯ หรือแม้แต่การรักษาร่วมกันแบบสหสาขาวิชาชีพในผู้ป่วยรายเดียวกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้ดูแล

ว่าแต่จะใช้วิธีใด ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือสถาบันทางการแพทย์ ที่รักษาก่อนตัดสินใจ เพราะไม่เช่นนั้น ฟางเส้นสุดท้าย อาจไม่เกิดประโยชน์อันใด…เลย
ขอบคุณเนื้อหาจาก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
ภาพประกอบจาก istockphoto

น้ำอุ่นผสมเกลือ ดื่มทุกเช้า ดีต่อสุขภาพจริงหรือ?

 

ดื่มน้ำอุ่นผสมเกลือวันละช้อนชา … ระวัง ไม่ควรทำตาม

คือมีคนแชร์เรื่องนี้มาประมาณเดือนนึงแล้ว แนะนำว่าให้เอาเกลือมา 1 ช้อนชา นำไปผสมน้ำดื่มตอนเช้าให้ทำ 7 วันหรือดื่มไปเรื่อยๆ

อ้างว่า สามารถล้างพิษทั่วร่างกาย ฆ่าเชื้อโรคทั่วร่างกาย ทำให้ผิวสวย ปรับเอนไซม์ลำไส้ ทำให้ร่างกายได้รับน้ำชุ่มชื้น

ขอเตือนว่า “ไม่ควรทำตาม”

ในคำแนะนำทางการแพทย์คือ ในแต่ละวัน คนเราไม่ควรได้รับโซเดียมเกิน 2300 มิลลิกรัม

ปัญหาคือ คนไทยได้รับโซเดียมในแต่ละวัน เฉลี่ย 3000 มิลลิกรัม ซึ่งเกินขนาดที่แนะนำอยู่แล้ว ทั้งจากเกลือ น้ำปลา ซีอิ๊ว และผงชูรส +/- สารกันบูด

เกลือแกง 1 ช้อนชา (5กรัม) มีโซเดียม ประมาณ 2300มิลลิกรัม

นั่นคือได้รวมเป็นวันละ 5300 มิลลิกรัมต่อวัน เกินเข้าไปกันใหญ่

ผลเสียของการได้เกลือมากเกินไป

1. ความดันโลหิตสูง : พอกินเข้าไป เกลือจะดูดซึมเข้ากระแสเลือด ทำให้ความดันขึ้นได้ , ทำให้เส้นเลือดต้องรับแรงดันเพิ่มขึ้น พอนานๆเลยเป็นความดันสูง
2. ไตวาย : พอเป็นความดันสูง แรงดันไปลงที่ไต
3. ในผู้หญิงผิวเต่งตึง เพราะบวมน้ำ : ถ้าไตขับเกลือทันก็ดีไป แต่ถ้าไตขับเกลือไม่ทัน บางคนผิวจะตึงบวมขึ้นโดยเฉพาะที่ขาของผู้หญิง (บางคนช่วงใกล้ประจำเดือน)
4. น้ำหนักขึ้น : อันนี้ขึ้นจากน้ำที่ติดค้างในร่างกายพร้อมเกลือ
5. หัวใจวาย น้ำท่วมปอด : ในผู้ป่วยที่การทำงานของไตและหัวใจไม่ดีมีปัญหา พอได้โซเดียมเกินมากๆ น้ำจะโดนดึงเข้าเส้นเลือดมากขึ้น หัวใจที่แย่อยู่แล้วปริ่มๆ ทำงานไม่ไหว มารพ.ด้วยน้ำท่วมปอดได้

ที่มาของความเข้าใจผิดนี้ไม่แปลกอะไร

คือพวกนี้มาจากมีคนไปเปิดตารางความต้องการสารอาหารในแต่ละวัน

พอเปิดเจอว่าโซเดียม อยู่ที่ 2300 มิลลิกรัม ก็คำนวณกลับมาเป็นเกลือแกง1ช้อนชา แล้วก็ไปแนะนำให้ชงดื่ม … โดยลืมไปว่าในแต่ละวันคนเราได้โซเดียมจากอาหารอยู่แล้ว

จริงหรือไม่? “ไข่ขาว” ดีต่อสุขภาพมากกว่า “ไข่แดง”

 

เคยไปทานอาหารกับเพื่อนที่กำลังดูแลรูปร่าง หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า กำลังไดเอ็ตอยู่ไหมคะ ผู้ชายบางคนก็ทานแต่สลัดอกไก่ ไม่ทานข้าว ไม่ทานแป้ง หรือบางคนก็พกไข่ต้มมาจากบ้านวันละหลายๆ ฟอง แวลาทานก็ทานแต่ไข่ขาว ไข่แดงโยนทิ้ง เห็นแล้วเราอยากจะเข้าไปขอไข่แดงมาทานแทน (เสียดาย)

ที่หลายคนเลือกทานแต่ไข่ขาว เพราะเชื่อว่าไข่ขาวเป็นโปรตีนเพียวๆ ไม่มีคอเลสเตอรอลมากเหมือนไข่แดง จริงๆ แล้วไข่แดงเป็นตัวการของคอเลสเตอรอลในร่างกายของเราหรือไม่ ทานแต่ไข่ขาวมีโทษอะไรหรือไม่  หาคำตอบมาให้แล้วค่ะ

ไข่ขาว VS ไข่แดง

ความแตกต่างของไข่แดงและไข่ขาว อยู่ที่ปริมาณแคลอรี่ และคอเลสเตอรอล โดยไข่แดงจะมีปริมาณแคลอรี่อยู่ราวๆ 60 Kcal ส่วนไข่ขาวอยู่ที่ 15 Kcal นั่นหมายความว่าไข่แดงมีอคลอรี่มากกว่าไข่ข่าวอยู่ราวๆ 4 เท่า ส่วนคอเลสเตอรอลนั้น เห็นได้อย่างชัดเจนว่าไข่แดงมีคอเลสเตอรอลมากกว่าไข่ขาวที่แทบจะไม่มีคอเลสเตอรอลเลย ดังนั้นใครที่ใส่ใจสุขภาพอย่างจริงจัง จึงเลือกทานแต่ไข่ขาวด้วยเหตุผลที่ไข่ขาวมีปริมาณแคลอรี่ และคอเลสเตอรอลต่ำ ได้โปรตีนไปช่วยเพาะกล้ามแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ไข่แดง คอเลสเตอรอลสูง อันตรายต่อร่างกาย?

อันที่จริงแล้ว ปริมาณคอเลสเตอรอลในร่างกายของเราไม่ได้มาจากอาหารการกินที่เราทานเข้าไปมากนัก ส่วนใหญ่มาจากการสร้างขึ้นเองในร่างกาย ลำพังเพียงคอลเสเตอรอลจากไข่แดง หากไม่ได้ทานเป็นจำนวนมากจริงๆ ก็ไม่ได้ทำให้ร่างกายมีคอเลสเตอรอลมากเกินไปอย่างแน่นอน ดังนั้นเรายังทานไข่แดงได้ตามปกติ หากอาหารที่จะทำให้ระดับคอเลสเตอรอลเพิ่มขึ้นอย่างน่าใจหายจริงๆ น่าจะเป็นอาหารที่มีไขมัน (ที่ไม่ดี) สูงมากกว่า

นอกจากนี้ ไข่แดงยังมีคุณประโยชน์อีกมากมายที่ไข่ขาวอาจไม่มี นั่นคือ ลูทีน-ซีแซนทีน ที่ช่วยบำรุงสายตา ทำให้อัตราในการเป็นโรคตาเสื่อมสภาพ หรือตาบอดในวัยสูงอายุน้อยลง

ทานไข่ขาวมากเกินไป อันตรายหรือไม่?

แม้ว่าไข่ขาวจะดูดีมีประโยชน์ต่อร่างกายจากโปรตีนสูง แคลอรี่ และคอลเสเตอรอลต่ำ แต่การทานไข่ขาวมากจนเกินไป ก็ทำให้ร่างกายได้รัยโปรตีนมากเกินไป ไตก็จะทำงานหนักมากขึ้นเพื่อกรองเอาโปรตีนที่เป็นส่วนเกินของร่างกายออกไป ในระยะยาวอาจทำให้ไตทำงานผิดปกติได้เช่นเดียวกัน

สรุป

ใครที่อยากรักษาสุขภาพอย่างจริงจังมาก เลือกทานแต่ไข่ขาวก็ไม่ผิด ส่วนใครที่ชอบทานไข่แดง สามารถทานต่อไปได้อย่างไม่มีปัญหา การทานทั้งไข่ขาว และไข่แดง ไม่ได้ทำให้ปริมาณคอเลสเตอรอลในร่างกายเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ดังนั้นใครใคร่ทานแบบไหนก็ได้ แต่ควรรับประทานอื่นๆ ให้ครบทั้ง 5 หมู่ด้วย ร่างกายจะได้แข็งแรงสมบูรณ์ ไม่ขาดสารอาหารค่ะ

จริงหรือไม่? กินเนื้อสัตว์มาก เสี่ยงเป็นโรคหัวใจ?

 

หากบ้านใครมีผู้เฒ่าผู้แก่ที่อาจมีโรคภัยไข้เจ็บบ้างตามประสาคนมีอายุ ทำให้จำเป็นต้องรักษาสุขภาพมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ก็อาจจะเคยเห็นว่าบางท่านจะลดการทานเนื้อสัตว์น้อยลง ทานผักมากขึ้น หรืออาจจะทานอาหารรสชาติจืดลง อาหารมันน้อยลงไปด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากๆ และเราขอให้ทำต่อไป

แต่กับผู้สูงอายุบางคนที่ร่างกายแข็งแรงเป็นปกติดี อาจจะยังทานอาหารตามใจปากเหมือนเดิม หมู ไก่ กุ้ง หมึก หรือแม้แต่เนื้อวัว ยังอาจเป็นอาหารประจำที่ขาดไม่ได้ในทุกมื้อ แต่จากรายงานผลการศึกษาล่าสุดของ American Heart Association ระบุว่า ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปี และรับประทานโปรตีนเป็นปริมาณมาก มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับประทานโปรตีนจากสัตว์
ผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือน ที่มีการรับประทานโปรตีนในปริมาณมาก มีอัตราการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว มากกว่าผู้หญิงที่อยู่ในวัยเดียวกัน แต่นิยมรับประทานผักมากกว่าโปรตีน

การวิจัยในครั้งนี้ ได้มีการติดตามการรับประทานโปรตีนของผู้หญิงอายุระหว่าง 50 – 79 ปี จำนวน 103,878 คน ตั้งแต่ปี 1993 จนถึงปี 1998 โดยให้พวกเธอรายงานการรับประทานอาหารเป็นประจำทุกวัน และติดตามผล ซึ่งปรากฏว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว ไม่มีรายงานการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวของกลุ่มดังกล่าวแต่อย่างใด แต่ปรากฏว่า ในปี 2005 มีรายงานการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวถึง 1,700 ราย

นักวิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูล ทั้งเรื่องของอายุ การศึกษา เชื้อชาติ รวมทั้งข้อมูลที่อาจเกี่ยวข้องกับภาวะหัวใจล้มเหลว เช่น ความดันสูง เบาหวาน เส้นเลือดตีบ รวมทั้งภาวะโลหิตจางร่วมด้วย

ดร. มูฮัมหมัด บาร์เบอร์ หัวหน้าทีมวิจัย กล่าวว่า สิ่งที่ค้นพบคือการรับประทานโปรตีนในปริมาณมาก ส่งผลอย่างเด่นชัดต่อการเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจล้มเหลวนี้ แต่ทั้งนี้ ก็ยังแนะนำให้มีการศึกษาในเรื่องนี้เพิ่มเติม และแนะนำผู้บริโภคด้วยว่า การรับประทานโปรตีนจากพืช เป็นทางเลือกที่ดี เพราะจะนำไปสู่การมีสุขภาพและไลฟ์สไตล์ที่ดี

เรื่องจาก AFP
ภาพจาก AFP, iStockphoto

“โซเดียม” ตัวร้ายทำลายสุขภาพ

 

การบริโภคเกลือหรือโซเดียมปริมาณมาก ในการปรุงรสชาติอาหารให้มีรสเค็ม เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคไต โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต

ปัจจุบันคนไทยมีพฤติกรรมการบริโภคเกลือหรือโซเดียมสูง 2-3 เท่าของปริมาณที่ร่างกายต้องการ ซึ่งการรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูง มีผลเสียทำให้ความดันโลหิตสูง เพิ่มการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะ และยังมีผลเสียต่อไตโดยตรง ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ เครือข่ายลดบริโภคเค็ม ร่วมกับสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้ในการเลือกรับประทานอาหารที่ถูกต้อง โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจมากมาย

รู้กันหรือไม่ว่า? เกลือ 1 ช้อนชา มีโซเดียม 2,000 มิลลิกรัม ซึ่งในหนึ่งวันผู้ใหญ่ไม่ควรกินโซเดียมเกิน 2,000 มิลลิกรัม ส่วนเด็กไม่ควรกินโซเดียมเกิน 1,900 มิลลิกรัม ซึ่งจะเห็นได้ว่า ปริมาณโซเดียมเพียงเล็กน้อยก็เพียงพอสำหรับร่างกายแล้ว

แหล่งอาหารที่พบเกลือ (โซเดียม) ได้แก่

1. อาหารธรรมชาติ ได้แก่ เนื้อสัตว์ต่างๆ ผลไม้ทุกชนิด ผัก ธัญพืชและถั่วเมล็ดแห้ง

2. เครื่องปรุงรส ได้แก่ เกลือ น้ำปลา ซอสปรุงรส ซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ ซอสพริก ซอสมะเขือเทศ น้ำมันหอย กะปิ ผงปรุงรสหรือซุปก้อน ผงชูรส

3. อาหารแปรรูป ได้แก่ ไส้กรอก หมูยอ ลูกชิ้น ปลาเค็ม อาหารกระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป คนไทยกินอาหารชนิดนี้บ่อยซึ่งมีโซเดียมสูงมาก

อาหารอะไรที่มีโซเดียมสูง

ตัวอย่างเมนูอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น น้ำปลาหวาน 1 ถ้วยใส่กุ้งแห้ง มีโซเดียม 5,900 มิลลิกรัม ปลาเค็ม 100 กรัม มีโซเดียม 5,327 มิลลิกรัม กุ้งแห้งแบบมีเปลือก 100 กรัม มีโซเดียม 3,240 มิลลิกรัม ต้มย้ำกุ้งน้ำข้น 1 ชาม มีโซเดียม 1,700 มิลลิกรัม ข้าวผัดกระเพราไข่ดาว 1 จาน มีโซเดียม 1,200 มิลลิกรัม ส้มตำปูไทย 1 จาน มีโซเดียม 1,200 มิลลิกรัม

ข้าวมันไก่ 1 จาน มีโซเดียม 1,150 มิลลิกรัม ผัดไทย 1 จาน มีโซเดียม 1,100 มิลลิกรัม ผักกาดดอง 1 กระป๋อง มีโซเดียม 1,720 มิลลิกรัม มะละกอเค็มอบแห้ง มีโซเดียม 4,460 มิลลิกรัม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มีโซเดียม 1,100-1,800 มิลลิกรัม/ซอง ไข่เค็ม มีโซเดียม 480 มิลลิกรัม/ฟอง ไส้กรอกหมู 1 ไม้ มีโซเดียม 350 มิลลิกรัม

เครื่องปรุงรส เทียบปริมาณ 1 ช้อนชา เกลือ 2,000 มิลลิกรัม ผงปรุงรส 500 มิลลิกรัม ผงชูรส 490 มิลลิกรัม ซีอิ๊วขาว 460 มิลลิกรัม น้ำมันหอย 450 มิลลิกรัม น้ำปลา 400 มิลลิกรัม ซอสปรุงรส 400 มิลลิกรัม ซอสพริก 220 มิลลิกรัม ซอสมะเขือเทศ 140 มิลลิกรัม

แล้วเราจะลดโซเดียมกันได้อย่างไร

1. หากปรุงอาหารเอง ควรลดปริมาณเครื่องปรุงรสในอาหาร เช่น น้ำปลา ซอสปรุงรส ซีอิ๊ว น้ำมันหอย ผงชูรส และควรตวงก่อนปรุงรสทุกครั้ง

2. หากกินข้าวนอกบ้าน ควรหลีกเลี่ยงการปรุงรสเพิ่ม หลีกเลี่ยงการเติมพริกน้ำปลา ซอสพริก ซอสมะเขือเทศ และไม่ควรซดน้ำแกงหรือน้ำซุปจนหมด เพราะโซเดียมจากเครื่องปรุงรสต่างๆ ส่วนใหญ่จะละลายอยู่ในน้ำแกงหรือน้ำซุป

3. หลีกเลี่ยงการกินอาหารรสจัด อาหารหมักดอง แช่อิ่ม อาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง อาหารแช่แข็ง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว หรือเลือกกินอาหารธรรมชาติ แต่ถ้าจำเป็นต้องกิน ควรอ่านฉลากโภชนาการทุกครั้ง แล้วเลือกอาหารที่มีโซเดียมน้อยที่สุด

4. หลีกเลี่ยงขนมหวานที่มีโซเดียม เช่น กล้วยบวชชี และอาหารที่มีโซเดียมแฝง ขนมอบทุกชนิดที่ใส่ผงฟู เช่น ขนมปัง เค้ก คุ้กกี้ โดนัท พาย ซาลาเปา รวมทั้งสารกันบูดในอาหารสำเร็จรูปต่างๆ

5. การใช้ส่วนผสมสมุนไพรและเครื่องเทศ สามารถช่วยแต่งกลิ่นและรสชาติของอาหารให้มีความกลมกล่อม รวมทั้งการใช้รสชาติอื่นมาทดแทน เช่น รสเปรี้ยวจากมะนาว รสเผ็ดจากพริก จะช่วยดึงรสเค็มขึ้นมาพร้อมกับยังช่วยให้เจริญอาหารอีกด้วย

“กินโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ได้มากกว่าที่คิดไม่ว่าจะเป็น ลดความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจได้ 10 เปอร์เซ็นต์ ลดปัญหาหลอดเลือดอุดตันลง 13 เปอร์เซ็นต์ ยืดอายุไตและไม่เสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง และโรคร้ายอื่นๆ”

ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แล้วหันมาลดการบริโภคเค็ม ไม่ปรุงรสตามใจชอบ เลือกรับประทานอาหารสดหรือผ่านการแปรรูปน้อยที่สุด เพียงเท่านี้เราก็จะมีสุขภาพที่ดีห่างไกลโรคได้แล้ว

ขอขอบคุณ
ข้อมูล : โครงการลดการบริโภคเค็ม (โซเดียม) ในประเทศไทย

สูติแพทย์แนะ รอ 30–60 วินาที ก่อนตัดสายรกหลังทารกคลอด

 

สภาสูติศาสตร์ – นรีเวชวิทยาอเมริกัน (American Congress of Obstetricians and Gynecologists) หรือ ACOG แนะนำว่า หลังทารกคลอด สูติแพทย์ควรรออีกสัก 30-60 วินาทีก่อนที่จะตัดสายรก ไม่ควรรีบตัดสายรกทันทีที่ทารกคลอดออกมา

เเถลงการณ์ของ ACOG ชี้เเจงว่า สายรกเป็นส่วนที่เชื่อมระหว่างทารกกับถุงรก การรออีกสักครู่หนึ่งก่อนจะตัดสายรกในทารกที่คลอดครบเทอม จะมีส่วนช่วยเพิ่มปริมาณฮีโมโกลบิลในตัวทารก

ฮีโมโกลบิลเป็นโปรตีนเม็ดเลือดแดงที่นำออกซิเจนไปเลี้ยงทั่วร่างกาย และช่วยส่งเสริมการสะสมธาตุเหล็กเอาไว้ในร่างกายได้นานหลายเดือน

แถลงการณ์ของ ACOG ดังกล่าวชี้ว่า การมีระดับฮีโมโกลบิลในกระเเสเลือดอย่างเต็มที่ช่วยป้องกันอาการโลหิตจางเพราะขาดธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นภาวะที่มักเกิดขึ้นกับเด็กในช่วงขวบปีเเรกของชีวิต

การขาดธาตุเหล็กมีผลให้เกิดความล่าช้าในการพัฒนาความสามารถด้านการคิดอ่าน การควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อมัดเล็ก ตลอดจนพัฒนาการด้านพฤติกรรมในเด็ก

นอกจากนี้ ACOG ยังกล่าวด้วยว่า การรอสักครู่หนึ่งก่อนตัดสายรกยังมีผลดีต่อทารกที่คลอดก่อนกำหนดอีกด้วย เพราะช่วยปรับปรุงการไหลเวียนของโลหิตในตัวทารกทันทีหลังคลอดออกมา และช่วยลดความจำเป็นในการให้เลือด เนื่องจากปริมาณเม็ดเลือดแดงลดลง

ผู้เชี่ยวชาญอเมริกันยังชี้ว่า การเลื่อนเวลาตัดสายรกออกไปครึ่งนาทีถึงหนึ่งนาที ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกในสมองและโรคเกี่ยวกับลำไส้ในทารกอีกด้วย

Maria Mascola หัวหน้าผู้ร่างคำเเนะนำใหม่นี้กล่าวว่า มีหลักฐานยืนยันเพิ่มมากขึ้นที่ชี้ว่าการรอนานขึ้นอีก 30-60 วินาทีก่อนจะตัดสายรก มีผลดีชัดเจนต่อสุขภาพของทารก

ข้อเสนอเเนะของ ACOG เกี่ยวกับการไม่รีบตัดสายรกทันทีหลังคลอด ยังย้ำด้วยว่า มีความเสี่ยงเล็กน้อยที่จะเกิดภาวะตัวเหลืองในทารก แต่ภาวะตัวเหลืองนี้จัดการได้ โดยสูติเเพทย์กับเจ้าหน้าที่การเเพทย์ต้องเตรียมตัวรับมือไว้ล่วงหน้าอย่างเหมาะสมอยู่เเล้ว

อาการตัวเหลืองเป็นภาวะที่ทารกแรกคลอดมีผิวและตาเป็นสีเหลืองชั่วคราว เนื่องจากมีปริมาณสารบิลิรูบิน (bilirubin) ในร่างกายมากเกินไป บิลิรูบินเป็นสารสีเหลืองในเซลล์เม็ดเลือดแดง

สภาสูติศาสตร์ – นรีเวชวิทยาอเมริกันย้ำว่า การรอนานครึ่งนาทีถึงหนึ่งนาทีก่อนตัดสายรกจะลดปริมาณเลือดในสายรกที่ได้จากตัวทารกที่จะนำไปเก็บเข้าคลังไว้ใช้ในอนาคต โดยครอบครัวที่ต้องการเก็บเลือดจากทารกเอาไว้ใช้ในอนาคต ควรได้รับคำปรึกษาในเรื่องนี้อย่างเหมาะสมเสียก่อน

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าเลือดจากสายรกที่เก็บเข้าคลังเอาไว้ มีเซลล์ตั้งต้นซึ่งมีศักยภาพในการช่วยรักษาชีวิตของทารก หากเกิดกรณีทารกเกิดป่วยด้วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง โรคเม็ดเลือดเเดงรูปเคียวและโรคอื่นๆ