เตือนยาชุดลดอ้วน มีผลข้างเคียงถึงชีวิต

 

อย. เผยยังมีผู้ได้รับอันตรายจากยาชุดลดความอ้วน เสี่ยงอันตรายทั้งระบบหัวใจและหลอดเลือด และรุนแรงจนถึงเสียชีวิต แนะออกกำลังกาย เลี่ยงอาหารประเภทแป้ง ไขมัน และน้ำตาล

นพ.ปฐม สวรรค์ปัญญาเลิศ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยว่า จากการติดตามและเฝ้าระวังความปลอดภัยจากการใช้ยาของประชาชน พบว่ายังมีผู้บริโภคได้รับอันตรายจากการกินยาลดความอ้วนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งยาลดความอ้วนที่ใช้ในปัจจุบันมี 2 กลุ่ม คือ 1.ยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง จะออกฤทธิ์ช่วยลดความอยากอาหาร และ 2.ยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบทางเดินอาหาร ออกฤทธิ์ยับยั้งการดูดซึมของไขมันจากอาหาร นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการนำยาแผนปัจจุบันมาใช้เพื่อลดผลข้างเคียงจากการใช้ยา โดยจัดเป็นชุดให้รับประทานเหมือนกันในแต่ละวัน

นพ.ปฐม กล่าวอีกว่า ยาชุดจะประกอบด้วยกลุ่มยา 1-5 รายการ ดังนี้ ยาลดความอยากอาหาร มีผลข้างเคียง เช่น นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ ปากแห้ง ใจสั่น คลื่นไส้ ยาระบาย จะกระตุ้นให้ลำไส้ใหญ่บีบตัวทำให้ถ่ายมากหรือบ่อยขึ้น ยาขับปัสสาวะ เพื่อขับน้ำออกจากร่างกาย มีผลทำให้น้ำหนักลดลงเร็วหลังใช้ยา ยาลดการหลั่งของกรดในกระเพาะอาหาร ยานี้ไม่มีผลต่อการลดน้ำหนัก แต่ใช้เพื่อลดผลข้างเคียงที่อาจเกิดจากยาลดความอยากอาหารซึ่งจะทำให้ไม่หิว ยาไทรอยด์ฮอร์โมน เป็นยาที่เพิ่มการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย แต่ส่งผลข้างเคียงสูงมากและเป็นอันตรายต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดอีกด้วย เช่น อุจจาระบ่อย ใจสั่น เหนื่อยง่าย กล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรง ยาลดอัตราการเต้นของหัวใจ เพื่อลดอาการใจสั่นที่เกิดจากยาลดความอยากอาหาร มีผลข้างเคียง เช่น เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย หัวใจเต้นช้า วิงเวียน ความดันโลหิตต่ำ เป็นลม และยานอนหลับ เนื่องจากยาลดความอยากอาหารอาจทำให้นอนไม่หลับ จึงต้องจ่ายยานี้ร่วมด้วย

“ขอให้ผู้บริโภคตระหนักว่า แม้จะได้รับยาตามแพทย์สั่ง แต่ผู้ใช้ก็ควรศึกษาว่า ท่านกำลังทานยาอะไรบ้าง และควรทราบว่ายาที่ทานอยู่มีผลเสียต่อร่างกายอย่างไร หากใช้ไม่ถูกต้องก็จะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ อย่างไรก็ตาม การลดน้ำหนักหรือลดความอ้วนสามารถทำได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารให้ถูกต้องและครบทั้ง 5 หมู่ ไม่กินจุบกินจิบ หมั่นออกกำลังกายอย่างเหมาะสมต่อเนื่องอย่างน้อย 30 นาที รวมถึงการพักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้แจ่มใส นอกจากจะทำให้มีสุขภาพดีแล้ว ยังทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้อย่างยั่งยืนด้วย” รองเลขาธิการ อย. กล่าว

“อ้วน” มากไป ระวัง “ไต” พัง

 

          “ไต” เป็นอวัยวะที่มีลักษณะคล้ายเมล็ดถั่วเขียว มี 2 ข้าง ขนาดประมาณฝ่ามือของแต่ละคน ทำหน้าที่รักษาสมดุลน้ำ เกลือแร่ และกรดด่างในร่างกาย ช่วยควบคุมความดันโลหิต กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงและกำจัดของเสียที่เกิดจากการทำกิจกรรมต่างๆ ของเรา ไม่ว่าจะเป็นการกิน การนอน การออกกำลังกาย เดิน วิ่ง และถ้าเรากินอาหารมากเกินไปจนอ้วน ก็ทำให้ไตต้องทำงานมากขึ้น เพราะต้องกำจัดของเสียต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นจากการกิน ความอ้วนจึงเป็นปัญหาที่ทุกคนควรหันมาให้ความใส่ใจเสียตั้งแต่วันนี้

          ความอ้วนกับภาวะโรคไต

          ไตของคนเราจะพัฒนาเต็มที่เมื่ออายุประมาณ 5-6 ขวบ แม้ว่าอายุของเราจะเพิ่มขึ้นทุกวันๆ แต่ไตของเราก็ยังคงมีปริมาณเท่าเดิม ขนาดไตของแต่ละคนนั้นจะพอดีกับสภาพร่างกายของคนๆ นั้น แต่ถ้าเราอ้วนขึ้น ของเสียในร่างกายก็จะมากขึ้นตามไปด้วย สิ่งที่เราต้องระวังก็คือ ไม่ว่าเราจะอายุเท่าไรก็สามารถอ้วนได้ แต่ไตยังมีขนาดเท่าเดิม ไตจึงต้องทำงานหนักขึ้น เพราะต้องกำจัดของเสียออกจากร่างกายมากกว่าปกติ นอกจากนี้ คนอ้วนมีโอกาสเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ข้อเข่าเสื่อม รวมทั้งเกิดการเจ็บป่วยง่ายกว่าคนทั่วไป จึงมีความเสี่ยงที่คนไข้จะไปใช้ยามากกว่าคนทั่วไป ยาทุกชนิดมีผลต่อไต เช่น การใช้ยากลุ่มเอ็นเสด เพื่อลดอาการปวดต่างๆ จากโรคเกาต์ ไมเกรน ข้อเข่าเสื่อม หากใช้อย่างไม่ระมัดระวังอาจทำให้ไตเสื่อมและไตวายได้

          การที่จะรู้ว่าเราอ้วนหรือไม่นั้น สามารถคิดจากสูตรคำนวณดัชนีมวลกาย [BMI = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง (หน่วยเป็นเมตร) ยกกำลังสอง] ค่าดัชนีมวลกายที่เหมาะสมคือ 18.50-22.99 หากอยู่ระหว่าง 23.00-24.90 จัดว่าเป็นคนท้วม และหากเกิน 25 ขึ้นไปก็จัดว่าคุณเป็นคนอ้วน

          การควบคุมน้ำหนักตัวจึงเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาไต ควรกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม อาหารที่ไม่มีประโยชน์ เช่น ของมัน ของทอดและของหวาน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อรักษาไตให้อยู่กับเราไปนานๆ

เคล็ดลับ ที่ทำให้ชีวิตสดใส

 

1.อย่าเชื่อในสิ่งที่เห็น ลองหาสาเหตุที่แท้จริง โดยอย่าคาดเดาไปเองจากความรู้สึก เพราะสาเหตุที่แท้จริง อาจไม่ใช่อย่างที่คุณเห็น

2.หัดตั้งคำถามในสิ่งที่คุ้นเคย ว่าทำแบบอื่นได้ไหม ไม่ทำแบบนี้ได้หรือเปล่า แล้วคุณอาจจะพบวิธีการที่ทำให้งานหรือชีวิตของคุณดีขึ้น

3.เป้าหมายต้องจัดตั้ง เพื่อให้การใช้เวลาที่ผ่านในทุกๆ นาที เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะทำอะไร หากมีเป้าหมายและพุ่งชนได้ แต่ต้องตั้งให้ชัดเจนและเห็นหนทางสำเร็จ นั่นหมายถึงความสำเร็จนำมาซึ่งความภาคภูมิใจ

4.กล้าที่จะเสี่ยง ชีวิตนี้เกิดมาแล้วต้องลุย ต้องลอง ผิดถูกจะช่วยทำให้เป็นครู จงอย่ายึดติดกับสิ่งเดิมๆ ลองทำอะไรใหม่ให้ชีวิตได้มีความตื่นเต้นบ้าง และในบางครั้งสิ่งที่เรากล้าเสี่ยงอาจจะเป็นสิ่งที่คุ้มค่ามากๆ ก็ได้

5.ความผิดพลาดไม่ใช่สิ่งผิด ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายชนิดที่ว่า จะกลับมายืนใหม่อีกครั้งไม่ได้ ความผิดพลาดคือคำตอบให้เราทำครั้งต่อไปให้ดีขึ้นต่างหาก

6.เลือกแก้ปัญหาที่ใหญ่ และส่งผลกระทบมากๆ ดีกว่าเลือกแก้ปัญหาเล็กๆ แต่ไม่ได้ช่วยอะไร เวลาเรามีไม่มากดังนั้น เช็คผลกระทบของปัญหา แล้วใช้เวลาในการแก้ปัญหาใหญ่ดีกว่า

7.จงหัดเป็นคนขี้เกียจ เพราะถ้าคุณขี้เกียจจะทำอะไรบางอย่าง คุณจะหาวิธีการที่ดีกว่าเพื่อให้ไม่ทำสิ่งนั้น บ่อยครั้งเรามักคิดค้นอะไรใหม่ๆ จากความขี้เกียจของตัวเองนี่แหละ

8.ท้าทายตัวเอง ในหลายๆ ครั้งของการใช้ชีวิตเราที่จะรู้สึกเคยชิน หรือวนเวียนจนเกิดความรู้สึกจำเจ บ้างก็รู้สึกว่าตัวเองไม่มีจุดหมาย ต้องลุกมาปฏิวัติพฤติกรรมตนเองบ้าง เพื่อให้ชีวิตมีสีสัน สนุกสนาน สะสมสิ่งใหม่ให้กับชีวิตต่อไป

9.พูดความจริง ไม่แฝงโกหก การเก็บซ่อนความจริงไว้มีแต่จะทำให้อึดอัดใจ และวิธีที่ง่ายที่สุดก็คือการพูดความจริง เพื่อให้ปัญหาทุกอย่างถูกเคลียร์ได้อย่าตรงจุด

พัฒนาตรวจโรคจาก”เหงื่อ”

 

นักวิจัยพัฒนาเซ็นเซอร์และหน่วยประมวลผลขนาดจิ๋วที่แนบชิดกับผิวหนัง สำหรับวิเคราะห์เหงื่อเพื่อตรวจโรค รวมถึงติดตามผลการใช้ยา หากทำสำเร็จจะได้เซ็นเซอร์ที่ช่วยประเมินได้ว่าการใช้ยาในผู้ป่วยแต่ละรายตอบสนองได้ดีแค่ไหน

เซ็นเซอร์ตรวจเหงื่อแบบสวมใส่ได้และมีความแม่นยำสูงนี้ เป็นผลงานที่เอเอฟพีรายงานว่าอาจช่วยยกระดับการวินิจฉัยและการบำบัดรักษโรคซิสติกไฟโบรซิส (cystic fibrosis) โรคเบาหวาน รวมถึงปัญหาสุขภาพอื่นๆ โดยเซ็นเซอร์ตรวจเหงื่อรุ่นใหม่นี้ อาศัยเพียงการติดตามความชื้นของเหงื่อ และไม่จำเป็นต้องให้ผู้ป่วยนั่งนิ่งๆ นานถึง 30 นาที ระหว่างตรวจวัด

“ถือเป็นก้าวกระโดด” คาร์ลอส มิลลา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านกุมารแพทย์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และเป็นผู้ร่วมวิจัยในพัฒนาเซ็นเซอร์นี้ได้กล่าวไว้

สำหรับชุดตรวจแบบสวมใส่ได้นี้ได้รับการออกแบบโดยความร่วมมือกับทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในเบิร์กลีย์ (University of California, Berkeley) ซึ่งประกอบด้วยเซ็นเซอร์แบบยืดหยุ่น และไมโครโปรเซสเซอร์ที่แนบกับผิวหนังและกระตุ้นต่อมเหงื่อ  เซ็นเซอร์จะตรวจวัดโมเลกุลและไอออนต่างๆ ที่ปรากฏในทันที โดยเหงื่อยิ่งมีคลอไรด์มากจะทำให้เกิดความต่างศักย์ทางไฟฟ้าบริเวณพื้นผิวของเซ็นเซอร์มากขึ้นด้วย และปริมาณคลอไรด์สูงนี้อาจจะบ่งชี้ถึงโรคซิสติกไฟโบรซิส ขณะที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงนั้นเป็นสัญญาณของโรคเบาหวาน

นอกจากนี้ นักวิจัยยังคาดหวังด้วยว่า ในวันข้างหน้าเซ็นเซอร์นี้อาจช่วยในการพัฒนายาและยาเฉพาะบุคคลสำหรับโรคซิสติกไฟโบรซิส ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่เป็นสาเหตุของการเกิดเมือกในปอด และตับอ่อน ซึ่งยากต่อการรักษา

แซม อีมามิเนจาด ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทางด้านวิศวกรรมไฟฟ้า จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในลอสแองเจลิส กล่าวว่า ยาสำหรับรักษาโรคซิสติกไฟโบรซิสนั้นได้ผลในผู้ป่วยไม่กี่ราย พร้อมทั้งยกตัวอย่างให้เห็นภาพเมื่อให้ผู้ป่วยสวมใส่เซ็นเซอร์ตรวจวัดเหงื่อระหว่างการทดสอบยาระดับคลินิก เราก็จะเห็นได้ชัดขึ้นว่าระดับไอออนคอลไรด์ของผู้ป่วยนั้นขึ้นและลงอย่างไรเมื่อตอบสนองต่อยารักษา

อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องศึกษาวิจัยอีกมากเพื่อหาคำตอบว่า เซ็นเซอร์ตรวจวัดเหงื่อแบบสวมใส่ได้นี้สามารถทำงานได้อย่างคงที่จากวันหนึ่งถึงอีกวันหรือไม่ เพราะองค์ประกอบของเหงื่อในแต่ละคนนั้นเปลี่ยนแปลงได้ถี่ขึ้นอยู่กับอาหารและปัจจัยอื่นๆ  นอกจากนี้ นักวิจัยยังคาดหวังที่จะเรียนรู้เพิ่มเติมว่า โมเลกุลใดในเหงื่อนั้นสามารถใช้สร้างขึ้นเป็นแผนที่ และอาจจะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากที่สุด

สติสร้างสุข

 

เมื่อมีสติดีแล้ว ปัญญาดี ๆ ก็จะเกิดตามมา ตรงกันข้ามเมื่อขาดสติ สัมปชัญญะก็ไม่มี ปัญญาก็ไม่เกิดได้จึงไม่ผิดเลยหากจะกล่าวว่าองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดองค์ประกอบหนึ่งของชีวิตคือสติ ไม่มีสติแล้วก็ยากที่ชีวิตจะอยู่ในร่องรอยที่ควรจะเป็น ความสุขที่พึงมีพึงได้ก็เป็นอันเลิกหวัง

วันนี้ขอเสนอแนวคิดง่าย ๆ สั้น ๆ สำหรับการแสวงหาความสุข

1. ยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น

ถ้ายอมรับได้ จิตใจจะเยือกเย็นลง ไม่ดิ้นรนทุรนทุราย เพราะเมื่อยอมรับเสียแล้วก็แล้วกัน หมดปัญหาไปหนึ่งเปลาะถ้าคิดให้ดี ในทางพุทธศาสนามองไปอีกมิติหนึ่งว่าให้ยอมรับกฎแห่งกรรม คิดเสียว่าถ้าทุกข์ก็ยอมรับในทุกข์ จากนั้นจึงแก้ปัญหาด้วยหลักธรรมหรือวิธีที่ถูกควรต่อไป

2. สมดุลธรรมชาติ

บางคนทุกข์เพราะคิดว่าขาด ไม่ได้ในสิ่งที่คนอื่นได้ รู้สึกต่ำต้อย รู้สึกไร้ค่า แต่ให้เราลองคิดใหม่ โดยให้คิดถึงหลักทั่วไปของธรรมชาติที่มีความสมดุล บางอย่างเรามี บางอย่างเราขาด นั่นเป็นหลักธรรมชาติ ที่จะต้องอยู่ร่วมกันและพึ่งพาอาศัยกัน บางอย่างเราได้ บางอย่างเราก็เสียไป ไม่เป็นไรหรอก ทุกอย่างในโลกนี้ก็อยู่ภายใต้กฎเดียวกันนี้ทั้งนั้น

3. ฝึกสมาธิ

ฝึกสมาธิแบบไหนก็ได้ เพื่อให้จิตใจสงบ ไม่จำเป็นว่าต้องฝึกด้วยแบบนั้นแบบนี้ หรือวิธีนั้นวิธีนี้ ขอให้ทดลองฝึกไปจนกว่าจะเจอวิธีหรือแบบฝึกที่เหมาะกับตน บางคนไม่ฝึกตามวิธีไหนเลย ไม่เคร่งครัดแต่ปล่อยวางให้ตนเองนั่งเฉย ๆ ไม่ต้องนึกถึงสิ่งใด (เช่น นิมิต) ยึดหลักวิทยาศาสตร์ทางจิตที่พิสูจน์ได้ ไม่อ้างอิงหรือไม่พิสูจน์อะไรมากไปกว่า จะทำจิตให้สงบ โปร่ง โล่ง สบาย และเกิดสมาธิปัญญาได้

ในชีวิตคนทั่วไปมีจิตฟุ้งซ่าน หนักเบามากน้อย จึงควรฝึกสมาธิประจำเพราะจะทำให้จิตนิ่งขึ้น จะได้เรียนรู้และยอมรับธรรมชาติของจิตได้ง่ายขึ้น ทำให้รู้ว่าทุกอย่างในโลกไม่มีอะไรนิ่งเลย ทุกอย่างไม่แน่นอน และยึดถือไม่ได้ เป็นอนิจจังและอนัตตา เมื่อยอมรับความแปรเปลี่ยนของสรรพสิ่งทั้งหลายได้ ใจก็เลิกทุกข์

ในผู้ที่ไม่อาจจับความนิ่งของจิตได้เลย อาจใช้วิธีไม่ฝึกให้จิตนิ่งเสียก่อน แต่ไปจับประเด็นที่ว่า ชีวิตไม่มีอะไรนิ่ง ไปมุ่งอยู่ที่ความไม่นิ่งนั้นโดยตรง เห็นความไม่แน่นอนและยึดถือไม่ได้ในอีกมุมหนึ่ง

อินซอมเนีย หรือเพราะเหงาเราจึงไม่นอน

 

 

 

อินซอมเนีย หรือ โรคนอนไม่หลับ นั้นเป็นอาการทีเกิดขึ้นได้ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในวัยไหนก็ตาม แต่ทว่าอาการนี้ดูเหมือนจะเกิดกับผู้สูงวัยมากเป็นพิเศษ สาเหตุของโรค นอนไม่หลับ นั้นมีอยู่หลายสาเหตุ อาจจะเกิดจากการนอนกลางวันนานเกินไป อาหารที่รับประทานก็มีส่วน อาการเครียดก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้นอนไม่หลับได้เช่นกัน แต่ปัญหาก็คือถ้าเป็นอาการเครียดจนนอนไม่หลับทุกคนพอจะเข้าใจแต่ถ้าไม่ได้เครียด หรือมีปัญหาอะไรทำไม่เรายังไม่รู้สึกง่วงนอน

อย่างไรก็ดีสาเหตุของอาการนอนไม่หลับแบ่งอาจเกิดจากความสัมพันธ์กับการนอนกรนทำให้ตัวเองไม่สามารถหลับได้เต็มอิ่มจนตื่นมากลางดึก อาการต่อมาคือเป็นโรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า โรคทางสมองบางอย่าง และที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดคือการดื่มเครื่องดื่มที่มาสารคาเฟอีนมากเกินไป

หากเป็นอาการนอนไม่หลับชั่วคราว มีอาการแค่ 2-3 คืนนั้นไม่ใช่ปัญหาใหญ่เพราะคนที่เป็นโรคนอนไม่หลับจริงๆนั้นจะมีปัญหากันข้ามเดือนข้ามปี จนคุณหมอต้องให้ยานอนหลับ และคนไข้จะมีอาการวิตกกังวลว่าคืนนี้จะหลับไหม

แต่สุดท้ายแล้วหนทางที่แก้โรคนอนไม่หลับ ที่ดีที่สุดคือ ออกกำลังกายทุกเช้าและรับประทานนมอุ่นๆผสมน้ำผึ้งก่อนนอน รับรองส่วนมากถ้าไม่มีโรคอื่นแทรกซ้อนจะหลับเป็นปรกติทุกอย่าง และหากคุณคิดว่าเป็นโรคนี้อยู่ก็ไม่ต้องกังวลเพราะไม่ใช่โรคร้ายแรง ไม่ว่าจะมีอาการนอนไม่หลับจะหนักขนาดไหนก็ไม่น่ากลัวเท่าความเหงาที่เราต้องนอนคนเดียวทุกคืนจริงไหมตอบที

เตยหอม : ลดน้ำตาลในเลือด

 

ปัจจุบันมีการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาพบว่า เตยหอมมีฤทธิ์ลดนํ้าตาลในเลือด ลดความดันโลหิต ลดอัตราการเต้นของหัวใจ ขับปัสสาวะ แต่ทั้งนี้ยังไม่มีการทดลองทางคลินิก ในเมืองไทยเรามีการใช้รากเตยหอมในการรักษาเบาหวานมานาน และคนที่ไม่เป็นเบาหวานก็กินได้เช่นกัน

สรรพคุณทางยาสมุนไพร ต้นและรากใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้กระษัย ใบสดใช้ตำพอกโรคผิวหนัง รักษาโรคหืด น้ำใบเตย ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่น นอกจากนี้ยังใช้ผสมอาหาร แต่งกลิ่น ให้สีเขียวแต่งสีขนม

วิธีใช้ 

1. ยาขับปัสสาวะ ใช้ต้น 1 ต้น หรือราก ครึ่งกำมือ ต้มกับน้ำดื่ม

2. ยาบำรุงหัวใจ ใช้ใบสดไม่จำกัดผสมในอาหาร ทำให้อาหารมีรสเย็นหอม รับประทานแล้วทำให้หัวใจชุ่มชื่น หรือเอาใบสดมาคั้นน้ำรับประทาน ครั้งละ 2-4 ช้อนแกง

3. รักษาโรคเบาหวาน ลดน้ำตาลในเลือด นำรากเตยหอมประมาณ 1 ขีด สับเป็นท่อนเล็กๆ ต้มกับนํ้า 1 ลิตร จนเดือด จากนั้นเคี่ยวต่อประมาณ 15-20 นาที นำยาที่ได้ดื่มครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 3 ครั้ง หรือใช้ใบเตยร่วมกับสมุนไพรตัวอื่น โดยนำใบเตยหอม 32 ใบ ใบสัก 9 ใบ นำมาหั่นตากแดด แล้วชงดื่มแบบชา หรือใส่หม้อดินต้ม กินเป็นยาต่างนํ้าทุกวัน

ข้อแนะนำ ควรกินต่อเนื่องอย่างน้อย 1 เดือน

** สมุนไพรใกล้ตัว มุ่งเสนอสรรพคุณทางยา การนำไปใช้ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน **

จริงหรือไม่ วิ่งแล้วข้อเข่าเสื่อม

 

หลายคนอาจเคยได้ยินมาบ้างว่า “การวิ่งมากๆ จะทำให้ข้อเข่าเสื่อม” ทำให้ไม่กล้าเสี่ยงออกกำลังกายด้วยการวิ่งอย่างเต็มที่เพราะกลัวมีปัญหาดังกล่าว แต่ความจริงแล้วรายงานจากวงการแพทย์หลายคนยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง

เพียงแต่อาการบาดเจ็บข้อเข่าที่พบกันบ่อยจากการซ้อมวิ่งโดยเฉพาะในกลุ่มนักวิ่งมือใหม่นั้นเป็นเรื่องปกติของอาการบาดเจ็บที่อาจจะเกิดขึ้นมากบ้างน้อยบ้าง จากการออกกำลังกายในช่วงแรกที่เริ่มฝึกใช้กล้ามเนื้อ ข้อต่อและเส้นเอ็น ในรูปแบบที่เราไม่คุ้นเคยมาก่อน

เห็นได้จากเมื่อเราเริ่มเล่นกีฬาอะไรก็ตาม มักจะมีอาการปวดเมื่อยในช่วงแรกเหมือนกัน แต่พอหยุดพักหรือออกกำลังกายต่อเนื่องจนกล้ามเนื้อเริ่มคุ้นเคย ร่างกายก็จะซ่อมแซมและเสริมสร้างความแข็งแกร่งมากขึ้น ทำให้สามารถออกกำลังกายในระดับที่สูงขึ้น ก็จะไม่ค่อยบาดเจ็บอีก

การฝึกวิ่งใหม่ๆ ก็เช่นกัน หลายคนจะมีอาการบาดเจ็บแถวรอบๆ เข่า เท้า และข้อเท้ากันอยู่เสมอ แต่เมื่อได้พักและปล่อยให้ร่างกายได้ซ่อมแซม ส่วนใหญ่ก็จะหายเอง

แต่ที่มีปัญหาอาจจะเป็นเพราะการวิ่งโดยไม่วอร์มร่างกายมากเพียงพอ หรือการวิ่งผิดท่า รวมไปถึงการออกกำลังกายอย่างหักโหมมากเกินไป เพราะหลายคนไม่ได้ออกกำลังกายมาอย่างต่อเนื่อง แต่อาจมาเริ่มออกกำลังกายตอนอายุมาก หรือเมื่อมีอาการเจ็บป่วย หรืออาจหันมาวิ่งตามกระแส โดยไม่ได้ตรวจสอบความพร้อมของตัวเอง

ทั้งนี้ ผลจากคณะนักวิจัยจากประเทศเนเธอร์แลนด์และอังกฤษ พบว่า การออกกำลังจากน้อยไปหามาก หรือจากเบาไปหาหนัก และค่อยๆ เพิ่มระดับนั้น สามารถช่วยรักษาข้อสะโพก ข้อเข่าอักเสบ ข้อเสื่อม รวมถึงการเสริมสร้างสุขภาพไปในตัวด้วย

ขณะที่การศึกษาเร็วๆ นี้ พบว่า การออกกำลังโดยเฉพาะการวิ่งปลอดภัยสำหรับคนทั่วไป และยังช่วยป้องกันข้อเสื่อมด้วย และพบว่าการวิ่งและออกกำลังไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้ข้อเสื่อม

ตรงกันข้ามนักวิ่งที่ฝึกวิ่งมานานๆ มีประสบการณ์มากมาย ข้อเข่าและข้อเท้ามักจะแข็งแรงกว่าคนในช่วงอายุเดียวกัน ดังจะเห็นได้จากคนอายุเกิน 70 ที่ยังวิ่งได้อยู่ไม่น้อย ขณะที่คนที่ไม่ได้เล่นกีฬาก็เป็นข้อเสื่อมกันก็มาก

มะขามเทศ ผลไม้มากประโยชน์

 

ผลไม้ริมทางทั่วไปพบเห็นได้ทั่วทุกภาค ปลูกง่าย โตเร็ว ทนทาน จัดเป็นผลทีมีวิตามินซีและอีสูง ช่วยป้องกันการอุดตันของหลอดเลือด ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ เส้นใยอาหารที่มีอยู่มากดีต่อระบบขับถ่าย ส่วนแคลเซียมและเหล็กช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนและโลหิตจาง

สรรพคุณทางยา

– เปลือก หมอพื้นบ้านใช้เปลือกมาต้มน้ำแล้วอมแก้ปากเปื่อย แผลในปาก แก้ปวดฟัน ดื่มแก้ท้องเสีย แก้ท้องร่วง แก้อาเจียน หรือใช้ล้างแผล เปลือกต้มกับน้ำรวมกับเปลือกข่อยและเกลือแกง แล้วนำมาอมแก้ปวดฟัน

– ราก แก้ท้องร่วง กระชับโลหิต และน้ำเหลือง

– เนื้อหรือผล ช่วยบำรุงผิวพรรณ เล็บ เส้นผม ช่วยซ่อมแซมเซลล์ร่างกาย ลดระดับคอเลสเตอรอล ปัองกันการอ่อนเพลียร่างกาย นอกจากนี้ยังใช้ฝักแก่จัดนำมาโขลกพอกหน้าได้อีกด้วย

– ดอกและใบอ่อน ใช้ทำยาย้อมผมหรือยาสระผม เป็นยาย้อมผ้า แห อวน

– เมล็ดแก่ นำมาคั่วกระเทาะเปลือก กินเป็นยาถ่ายพยาธิในท้องเด็ก

‘นมแม่’ สุดยอดสารอาหารสำหรับทารก

 

องค์การอนามัยโลก (WHO) และยูนิเซฟแนะนำให้แม่ให้นมบุตรเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน เพราะน้ำนมแม่มีสารอาหารที่สำคัญกว่า 200 ชนิดต่อการเจริญเติบโต ภูมิคุ้มกัน อนุมูลอิสระที่จำเป็นสำหรับทารก และพัฒนาการทางสมองซึ่งส่งผลต่อความฉลาดทางสติปัญญาและอารมณ์ โดยเฉพาะสำหรับเด็กในช่วงวัยแรกเกิดจนถึง 3 ขวบปีแรก ซึ่งเป็นช่วงที่สมองมีการพัฒนาถึง 80%

รศ.นพ.สรายุทธ สุภาพรรณชาติ หัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยว่า “นมแม่อุดมไปด้วยสารอาหารที่สำคัญและจำเป็นทั้งต่อการเจริญเติบโตของร่างกายและพัฒนาการทางด้านสมองของลูก เช่น ดีเอชเอ (DHA) และ เออาร์เอ (ARA) ซึ่งเป็นกรดไขมันที่ร่างกายทารกจำเป็นต้องได้รับจากอาหารโดยตรง เพราะในช่วงวัยทารก ร่างกายสร้างสารอาหารเหล่านี้ได้ในปริมาณเพียงเล็กน้อยและอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการ การได้รับดีเอชเอและเออาร์เอในปริมาณที่เหมาะสมจะเพิ่มการเชื่อมต่อและสื่อสารระหว่างแสนล้านเซลล์สมองของลูกและยังช่วยพัฒนาจอประสาทตาและการมองเห็นของลูกอีกด้วย
นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า เมื่อกรดไขมันทุกชนิดรวมทั้งดีเอชเอ และเออาร์เอเหล่านี้ถูกผลิตออกมาจากต่อมผลิตน้ำนม จะถูกห่อหุ้มด้วยเยื่อบาง ๆ เรียกว่า MFGM (Milk Fat Globule Membrane) ซึ่งนับเป็นสารอาหารสมอง ที่อุดมไปด้วยโปรตีนและไขมันกว่า 150 ชนิด ทำหน้าที่ช่วยสร้างปลอกไขมันหุ้มเส้นใยสมอง (Myelin Sheath) เพิ่มประสิทธิภาพการส่งสัญญาณประสาท และยังช่วยในกระบวนการเชื่อมต่อระหว่างเซลล์สมอง
ล่าสุด ศ.เจฟฟรีย์ เคลกฮอร์น ผู้อำนวยการสถาบัน Institute of Health & Biomedical Innovation for Child Health Research Centre of Queensland University of Technology ประเทศออสเตรเลีย เปิดเผยว่า เทคโนโลยีล่าสุด ทำให้เราสามารถเติมนวัตกรรมสารอาหาร MFGM ในผลิตภัณฑ์นมสำหรับเด็กได้ โดยจากการศึกษาในห้องปฏิบัติการพบว่า เมื่อองค์ประกอบหลักใน MFGM ทำงานร่วมกับ DHA จะช่วยเสริมการเชื่อมต่อเซลล์สมองเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า ให้สมองทำงานเต็มที่ทั้งระบบ โดยงานวิจัยชี้ว่าทารกที่ดื่มนมที่เสริม MFGM จะพัฒนาทางด้านสติปัญญา และสมองใกล้เคียงกับเด็กที่ดื่มนมแม่ ดีกว่าทารกที่ดื่มนมสูตรปกติที่เพิ่มดีเอชเอเพียงอย่างเดียวถึง 4 จุด ทั้งนี้หลากหลายผู้เชี่ยวชาญระดับโลกให้การยอมรับและตื่นตัวกับการเติม MFGM ในผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับทารกและเด็ก