จริงหรือไม่? แพ้อาหาร ให้กินต่อไปจนกว่าจะหายแพ้?

 

อาการแพ้อาหารไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หลายคนก็มีอาการแพ้จากอาหารที่แตกต่างกันออกไป เริ่มจากเบสิกๆ อย่างอาหารทะเล หรือแพ้ถั่ว ไปจนถึงแพ้อาหารแปลกๆ เช่น แพ้หัวหอม แพ้ผงชูรส แพ้น้ำผึ้ง แพ้นมวัว แพ้แอลกอฮอล์ แพ้อาหารหมักดอง หรือแม้กระทั่งแพ้แป้งก็ยังมี (ทานอาหารปกติที่มนุษย์คนอื่นทานแทบไม่ได้เลยทีเดียว)

แต่เชื่อว่าเหล่าคนที่มีอาการแพ้อาหาร ต้องเคยได้ยิน หรือบางคนก็เคยเป็น ว่าให้ทนกินอาหารที่ตัวเองแพ้เข้าไปเรื่อยๆ อาการแพ้จะหายไปได้เอง เรื่องนี้จริงเท็จขนาดไหน มีอันตราย หรือมีอัตราการหายจากอาการแพ้อาหารชนิดนั้นๆ ได้จริงหรือไม่ มาดูกันค่ะ

แพ้อาหาร เกิดจากอะไร?

อาการแพ้อาหารเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากอาการผิดปกติของร่างกายที่ทำปฏิกิริยากับผู้ป่วยไม่เหมือนคนอื่นๆ ร่างกายบางคนขาดสารบางอย่างที่ทำหน้าที่ย่อยสารอาหารบางชนิด จึงทำให้ร่างกายไม่สามารถย่อยอาหารประเภทนั้นๆ ได้

อาหารบางอย่างทำปฏิกิริยากับภูมิแพ้ จนทำให้มีอาการเกิดขึ้นในทันที เช่น ผื่นขึ้น ปากบวม หน้าบวม ลิ้นบวม หายใจไม่ออก น้ำมูกน้ำตาไหล ส่วนใหญ่มักเป็นอาหารประเภทโปรตีน เช่น อาหารทะเล เนื้อสัตว์บางชนิด หรือถั่ว

อาหารบางอย่าง ทำให้เกิดอาการลำไส้อักเสบ เช่น อาหารประเภทนมวัว นมถั่วเหลือง ที่ทำให้เกิดอาการท้องเสีย ถ่ายเหลว รวมไปถึงทวารหนักอักเสบจนถ่ายเป็นเลือดได้ในบางกรณี

อาหารบางอย่าง อาจทำให้เกิดอาการลำไส้ผิดปกติ เพราะลำไส้ไม่สามารถดูดซึมอาหารบางประเภทได้ ทำให้การเจริญเติบโตของผู้ป่วยคนนั้นช้าลงไปด้วย เช่น อาหารประเภทนม ไข่ขาว ถั่วลิสง ปลา หรือไก่

นอกจากนี้ อาหารบางอย่างไม่ได้ทำให้เราแพ้ แต่เราแพ้สิ่งอื่นๆ ที่มาพร้อมกับอาหารเหล่านั้น เช่น แพ้สารที่ใช้แช่แข็ง ที่ติดมากับอาหารแช่แข็ง หรือแพ้สีสังเคราะห์ ที่มากับอาหารที่ใส่สารเหล่านี้ เป็นต้น

จึงจะเห็นได้ว่า สาเหตุของอาการแพ้อาหารมีอยู่มากมาย ขึ้นอยู่กับประเภทอาหารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ แต่ส่วนใหญ่มักมาจากการที่ร่างกายไม่สามารถย่อย หรือดูดซึมสารอาหารชนิดนั้นๆ ได้ หรือมีปฏิกิริยากับผนังลำไส้ทันทีที่ทานเข้าไป

แพ้อาหาร เริ่มมีอาการตอนอายุมากขึ้นแล้วได้หรือไม่?

ส่วนใหญ่แล้วอาการแพ้อาหารที่มาจากความผิดปกติของร่างกาย มักเกิดขึ้นได้ตั้งแต่เด็กๆ จนทำให้เราทราบว่าเราไม่สามารถทานอาหารชนิดนั้นๆ ได้ แต่มีบางครั้งที่ความผิดปกติของร่างกายดังกล่าว เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเราโตขึ้นเช่นกัน

เราจะทราบได้อย่างไรว่าเราแพ้อาหาร?

– ครอบครัวมีประวัติแพ้อาหารบางประเภท

– มีอาการของโรคภูมิแพ้อยู่ก่อนแล้ว เช่น โรคหอบหืด โรคผื่นแพ้ หรือจาม/คัดจมูกบ่อยๆ

– เคยทานอาหารประเภทหนึ่ง แล้วมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นหลังทานอาหารชนิดนั้นไม่กี่ชั่วโมง เช่น มีผื่นขึ้น หน้าบวม ปากบวม ลิ้นบวม หายใจไม่ออก

– จดบันทึกอาหารที่ทำให้เกิดอาการ แล้วลองหยุดทานอาหารนั้นๆ 10-15 วัน แล้วสังเกตอาการว่าดีขึ้นหรือไม่

– พบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด

แพ้อาหาร แต่ทนทานต่อไปจนกว่าจะเลิกแพ้ ได้หรือไม่?

จริงอยู่ที่มีความเป็นไปได้ว่า เด็กจะพบอาการแพ้อาหารได้หลายชนิดกว่าผู้ใหญ่ และมีโอกาสที่จะมีอาการดีขึ้นได้เมื่อโตขึ้น กล่าวคือ เด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ที่มีอาการแพ้อาหารประเภทนม ไข่ และข้าวสาลี อาจมีอาการที่ดีขึ้นได้เมื่ออายุโตขึ้น จากพัฒนาการทางร่างกายที่ค่อยๆ พัฒนาจนเต็มที่

แต่สำหรับผู้ใหญ่ที่มีอาการแพ้อาหารประเภทถั่ว และอาหารทะเล มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีอาการแพ้ไปตลอดชีวิต บางท่านเลือกที่จะค่อยๆ ทานต่อไปทีละเล็กทีละน้อย ด้วยความเชื่อว่าร่างกายจะค่อยๆ ปรับตัวจนชิน วิธีนี้อาจได้ผลเฉพาะกับบางคนที่มีอาการแพ้ที่ไม่รุนแรงเท่านั้น เพราะหากคุณเป็นคนที่มีอาการแพ้รุนแรง ถึงขั้นหายใจไม่ออก หัวใจเต้นผิดจังหวะ ร่างกายสูบฉีดโลหิตเร็วและรุนแรง คุณอาจช็อค หมดสติ หรือเสียชีวิตเพียงเพราะอาหารคำเดียวได้เช่นกัน

นอกจากนี้ สำหรับอาการแพ้อาหารบางประเภท ที่เกิดจากร่างกายผิดปกติ ไม่มีตัวย่อยสารอาหารบางประเภทตั้งแต่แรกเกิด เช่น โปรตีน หรือกลูเต็นในแป้ง วิธีนี้อาจไม่ได้ผล และทำให้อาการแย่ไปกว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม สำหรับอาการแพ้ที่เกิดจากปฏิกิริยาตอบสนองจากผนังลำไส้ ในผู้ป่วยบางราย เมื่อไม่ได้ทานอาหารที่มีอาการแพ้ไปนานๆ 2-3 เดือนเป็นอย่างน้อย เมื่อลองกลับมาทานใหม่ (ในปริมาณเล็กน้อย) อาจรู้สึกว่าไม่มีอาการแพ้ใดๆ เกิดขึ้น หรือบางคนได้รับยาจากแพทย์อย่างต่อเนื่อง ทำให้ร่างกายปรับสภาพให้คุ้นชินกับอาหารเหล่านั้นได้ก็มีเช่นกัน

สรุปแล้ว ไม่ควรคิดไปเองว่า แพ้อาหารชนิดใดให้ทานต่อไปจนกว่าจะคุ้น เพราะวิธีนี้ไม่ได้ให้ผลดีต่อร่างกายเหมือนกันไปเสียทุกคน บางคนโชคดี แต่บางคนก็โชคร้าย จนอาจถึงขั้นเสียชีวิตไปได้เพียงเพราะอาหารคำเดียว เพราะฉะนั้นใครที่อยากหายจากอาการแพ้อาหาร ขอให้ไปปรึกษาแพทย์เพื่อสอบถามสาเหตุที่แท้จริง และหาแนวทางในการรักษาจะดีที่สุดค่ะ

ขอขอบคุณ
ข้อมูล : Siam Health , Health Care Thai

ยาคุมกำเนิด กินอย่างไรให้ถูกวิธี ป้องกันการตั้งครรภ์ได้แน่นอน

 

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการกินยาคุมกำเนิดอย่างถูกวิธีในแต่ละประเภท เพื่อประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ได้อย่างสูงสุด เพราะสาวๆ หลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจว่าจะต้องกินอย่างไร หรือกินแล้วดันตั้งครรภ์ขึ้นมาเสียอย่างนั้น มาดูรายละเอียดง่ายๆ กันค่ะ

ยาคุมกำเนิด มีกี่ชนิด?

จริงๆ แล้วในร้ายขายยาตามท้องตลาด มียาคุมอยู่มากมายหลายชนิด แต่ชนิดที่ได้รับความนิยม หรือใช้กันบ่อยๆ คือชนิด 21 วัน และชนิด 28 วัน โดยทั้งสองแบบนี้จะมียาให้ทานทั้งหมด 2 แผง

ยาคุมชนิด 21 วัน – ต้องทานแผงแรกให้หมดก่อน จากนั้นหยุดทานยาไป 7 วัน แล้วค่อยเริ่มทานยาแผงที่สอง

ยาคุมชนิด 28 วัน – สามารถทานยาทั้งสองแผงติดต่อกันได้เลย ไม่ต้องหยุดรอ

ควรกินยาคุมกำเนิดเมื่อไร?

เราควรกินยาคุมตั้งแต่ช่วงวันแรก ถึงวันที่ 5 ของการมีประจำเดือน กล่าวคือ หากมีประจำเดือนวันแรก ในวันที่ 12 พ.ค. เราก็ควรเริ่มกินยาคุมตั้งแต่วันที่ 12 พ.ค. ได้เลย แต่หากไม่สะดวก หรือลืม ก็ยังสามารถเริ่มทานในวันที่ 13-16 พ.ค. ได้ นั่นคือเราสามารถกินยาคุมได้ภายใน 5 วันแรกของการมีประจำเดือนนั่นเอง

กินยาคุมกำเนิดอย่างไร?

เราควรกินยาคุมโดยเรียงลำดับตามลูกศรบนแผงยา ตั้งแต่เม็ดแรกไปถึงเม็ดสุดท้าย (ไม่ใช่นึกอยากจะกินเม็ดไหนก็บิเม็ดนั้นออกมานะ) และควรเลือกกินยาในเวลาเดียวกันของทุกๆ วัน เช่น คุณอาจจะชอบกินยาตอนเช้า ก็ต้องกินตอนเช้าของทุกวัน โดยตั้งเวลาไว้ที่ 7 โมงเช้าของทุกวัน เป็นต้น

ยาคุมกำเนิด มีอาการข้างเคียงหรือไม่?

สาวๆ บางคนอาจจะมีอาการข้างเคียงจากการกินยาคุม เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นในช่วงแรกๆ ของการกินยาคุมได้ แต่หากกินไปยาคุมไปหลายเดือนแล้ว ยังมีอาการเหล่านี้อยู่ ควรรีบปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทันที เพราะอาจไม่ใช่เรื่องปกติก็ได้

การกินยาคุมกำเนิดเป็นเรื่องปกติ เพราะเป็นหนึ่งในวิธีการคุมกำเนิดที่ปลอดภัย และได้ผลจริง ดังนั้นไม่ต้องกลัว ไม่ต้องเขิน หรือมองว่าเป็นเรื่องน่าอายนะคะ เรารู้จักดูแลตัวเองก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว สิ่งที่ควรระวังคือ ต้องทานอย่างถูกวิธี และระมัดระวังในการมีเพศสัมพันธ์กับใครมากกว่า ต้องมั่นใจว่าคู่นอนของเรามีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ดี ไม่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หากเป็นเช่นนั้นแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วงค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
ภาพประกอบจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และ istockphoto

ดื่มน้ำเย็น อันตรายต่อสุขภาพจริงหรือ?

 

ร้อนๆ อย่างนี้ ไม่ให้ดื่มน้ำเย็นได้อย่างไร จริงไหมคะ? ไม่ว่าจะน้ำเปล่า น้ำอัดลม น้ำหวาน น้ำชา หรือแม้กระทั่งเบียร์ที่หลายคนก็แอบเติมน้ำแข็งเข้าไปด้วย ถึงแม้ว่าจะแช่เย็นมาจากในตู้เย็นแล้วก็ตาม บางคนอาจเคยได้ยินว่า น้ำเย็นเป็นอันตรายต่อร่างกาย แล้วที่เราดื่มๆ กันอยู่นี่เป็นอันตรายกับร่างกายมากขนาดไหน หรือจริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องจริง มาหาคำตอบกันค่ะ

น้ำเย็น ทำร้ายร่างกายได้อย่างไร?

ถ้าเอาง่ายๆ เลย การดื่มน้ำเย็นจัดในเวลาอันรวดเร็ว อาจทำให้เกิดอาการ brain freeze หรืออาการเย็นจี๊ดขึ้นสมอง ปวดศีรษะไปชั่วขณะได้ (คนที่เป็นโรคไมเกรนจะมีโอกาสเกิดอาการนี้ง่ายกว่าคนปกติ) โดยเป็นกระบวนการของสมองที่สั่งการส่งเลือดมาไหลเวียนที่หลอดเลือดบริเวณที่เย็นจัดอย่างเฉียบพลัน เพื่อทำให้หลอดเลือดบริเวณนั้นอุ่นขึ้น และขยายหลอดเลือดให้ใหญ่ขึ้น จนไปกระตุ้นประสาทส่วนที่รับรู้ถึงความเจ็บปวดไปด้วย จึงเกิดเป็นอาการปวดศีรษะโดยฉับพลันนั่นเองแต่ไม่ต้องห่วง อาการนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วินาที และไม่ส่งผลระยะยาวต่อร่างกายใดๆ ทั้งสิ้น

แต่หากจะพูดถึงอันตรายต่อร่างกายในระยะยาว ก็มีเหมือนกัน การดื่มน้ำเย็นจัด จะทำให้ไตต้องทำหน้าที่กำจัดความเย็นออกจากร่างกายอย่างรวดเร็ว โดยการขับน้ำเย็นออกมาเก็บไว้ที่กระเพาะปัสสาวะ

นอกจากไตจะทำงานหนักขึ้นแล้ว ความเย็นยังทำให้หลอดเลือดแข็งตัว ไม่ยืดหยุ่น เลือดข้นหนืด เคลื่อนตัวได้ช้าลง และลำบากมากขึ้น ทำให้มีคราบไขมัน และของเสียในเลือดไปเกาะตามผนังหลอดเลือด และอาจสะสมพอกพูนกลายเป็นโรคหลอดเลือดตีบ จนอาจเป็นสาเหตุของอาการผิดปกติของร่างกายดังต่อไปนี้

1. ปัสสาวะบ่อยขึ้น และอั้นปัสสาวะไว้ได้ไม่นาน
2. ปวดหลัง ปวดเอวบ่อยๆ
3. ปวดเมื่อยตามร่างกาย โดยเฉพาะตามข้อต่างๆ เช่น เข่า ศอก นิ้วมือ ต้นคอ
4. ท้องอืด ท้องเฟ้อ ย่อยอาหารได้ช้าลง เพราะไขมันในอาหารจับตัวเป็นไข กระเพาะอาหารทำงานหนักขึ้น ใช้เวลาย่อยนานขึ้น
5. มีอาการหลอดเลือดตีบ หรือหลอดเลือดแข็ง จนอาจเป็นสาเหตุของโรคเส้นเลือดตีบ อัมพฤกษ์ อัมพาต และเส้นเลือดตีบที่สมอง
ดังนั้น หากอยากหลีกเลี่ยงอันตรายดังกล่าว ควรดื่มน้ำอุ่น หรือน้ำอุณหภูมิห้องแทนการดื่มน้ำเย็นจัด หรือลดการดื่มน้ำเย็นลงบ้าง ทานอาหารที่มีไขมันต่ำ ควบคุมอาหารจำพวกแป้ง และน้ำตาลให้พอดีกับความต้องการของร่างกาย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อปรับการทำงานของอวัยวะภายใน รวมถึงหลอดเลือดให้เป็นปกติค่ะ

ขอขอบคุณ
ข้อมูล : Vaccine Center Vibhavadi Hospital

“ปอดติดเชื้อ” คืออะไร รักษาให้หายเป็นปกติได้หรือไม่?

 

ปอดติดเชื้อ คืออะไร?

ปอดติดเชื้อ คืออาการติดเชื้อที่ปอดด้วยเชื้อโรคประเภทต่างๆ ตั้งแช่เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส เชื้อพยาธิ เชื้อรา อื่นๆ ทำให้เกิดอาการอักเสบ ถุงลมจะเต็มไปด้วยน้ำ ปอดจะทำงานหนัก เพื่อพยายามแลกเปลี่ยนเป็นก๊าซ

ปอดติดเชื้อ เป็นโรคติดต่อหรือไม่?

ปอดติดเชื้อ เป็นโรคติดต่อค่ะ โดยติดต่อกันได้ผ่านน้ำลาย และเสมหะ

ปอดติดเชื้อ มีสาเหตุมาจากไหนบ้าง?

เชื้อโรคที่ทำให้ปอดติดเชื้อ อาจมาจาก

– เครื่องปรับอากาศ ที่ไม่ได้ล้างทำความสะอาดอย่างเพียงพอ

– อาการติดเชื้อจากโรคอื่นๆ ที่เป็นอยู่ก่อนแล้ว เช่น วัณโรค กรวยไตอักเสบ โรคพยาธิ เป็นต้น

– ในคนที่ภูมิคุ้มกันต่ำ อาจทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น ภูมิต้านทานไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคเหล่านั้นได้ เชื้อโรคจึงสามารถเข้าสู่ปอด จนทำให้เกิดอาการอักเสบ ติดเชื้อได้

ปอดติดเชื้อ มีอาการเริ่มต้นอย่างไรบ้าง?

1. มีไข้

2. มีอาการไอ มีเสมหะ

3. มีอาการหอบเหนื่อย หายใจเร็ว แค่นั่งอยู่เฉยๆ ก็รู้สึกเหนื่อย เหมือนหายใจเข้าได้ไม่เต็มปอด

4. ในรายที่ผู้ป่วยเป็นผู้สูงอายุ หากหายใจหอบเหนื่อยเป็นเวลานา อาจเป็นอันตรายจนกระทั่งหายใจเร็วๆ ไม่ไหว ได้รับอากาศเข้าปอดไม่เพียงพอ จึงอาจทำให้เสียชีวิตได้

ระยะเวลาในแต่ละอาการ

ระยะเวลาของแต่ละอาการที่อาจเกิดขึ้น ขึ้นอยู่กับเชื้อโรค ที่ทำให้เกิดอาการปิดติดเชื้อ เช่น

หากปอดติดเชื้อไวรัส ระยะเวลาของอาการจะเร็ว อาจจะมีไข้เพียง 1-2 วัน มีอาการหอบเหนื่อยอย่างรุนแรง และอาจเสียชีวิตเร็วกว่าเชื้อโรคชนิดอื่นๆ

หากปอดติดเชื้อรา อาจจะแสดงอาการช้ากว่าไวรัส

ส่วนเชื้อแบคทีเรีย มีอาการได้ทั้งเร็ว หรือช้า ตั้งแต่ 1 สัปดาห์ ถึงเดือนๆ ขึ้นอยู่กับประเภทของเชื้อแบคทีเรีย ที่ทำให้ปอดติดเชื้อ

พฤติกรรมเสี่ยง อาการปอดติดเชื้อ

1. สูบบุหรี่

2. ประกอบอาชีพที่ทำให้ปอดมีโอกาสรับเชื้อโรคได้มากขึ้น เช่น คนงานโรงงานเหมืองแร่ ถ่านหิน โม่ปูน แกะสลักหิน

ปอดติดเชื้อ เป็นแล้วเสียชีวิตหรือไม่?

ขึ้นอยู่กับประเภทของเชื้อโรค เชื้อบางตัวอาจทำให้เสียชีวิต เชื้อบางตัวก็ไม่อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

ปอดติดเชื้อ ใครมีความเสี่ยงที่สุด?

อาการปอดติดเชื้อ สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่อายุแรกเกิด ไปจนถึงผู้สูงอายุ 70-80 ปี แต่ในช่วงวัยรุ่น วัยทำงาน หากเป็นคนที่มีสุขภาพพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ดี ก็จะมีโอกาสติดเชื้อได้น้อยกว่าวัยอื่นๆ

ปอดติดเชื้อ กลายเป็นมะเร็ง?

ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าอาการปอดติดเชื้อสามารถกลายเป็นมะเร็งปอดได้ หากแต่สามารถเป็นโรคถุงลมโป่งพองได้

ถึงแม้อาการปอดติดเชื้อจะไม่ได้เป็นกันได้ง่ายๆ แต่ก็ระมัดระวังตัวเอาไว้ก็ดีนะคะ เพียงแค่รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ ที่พักผ่อนสูดอากาศบริสุทธิ์ให้ปอดได้ชื่นใจบ้าง เท่านี้ก็ช่วยให้เราห่างไกลอาการปอดติดเชื้อได้มากแล้วล่ะค่ะ

ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจาก siamhealth.com, giffarine channel
ภาพประกอบจาก istockphoto

“จัดฟันแบบใส” เทรนด์ใหม่ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น

 

ในยุคนี้ อาชีพที่คนรุ่นใหม่อย่างเรานิยมกันมักจะเป็นอาชีพที่อาศัยบุคลิกภาพที่ดีและความมั่นใจ เช่นอาชีพนักแสดง นักร้อง แอร์โฮสเตส พริตตี้ หรือแม้กระทั่งเน็ตไอดอลในโลกโซเชียล ทำให้หลายๆ คนต้องพยายาม “อัพ” ความสวยขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการบำรุงหน้าตาผิวพรรณ ไปจนถึงการศัลยกรรม

หนึ่งในวิธีการเพิ่มความสวยสุดฮิตก็คงจะหนีไม่พ้น “การจัดฟัน” ที่กว่าจะสวยก็ต้องใช้เวลาเป็นปี พร้อมเหล็กจัดฟันที่น่ารำคาญ เจ็บและทำให้ไม่มั่นใจเวลายิ้มหรือถ่ายรูป แถมยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคในช่องปากอีก เรียกว่ากว่าจะสวยได้ก็ไม่ใช่ง่ายๆ
แต่ไม่ต้องกังวลไป เพราะวันนี้ Sanook! Health มีของดีมาแนะนำ นั่นคือ การจัดฟันแบบใสไร้เหล็ก หรือ Invisalign ไงล่ะ

การจัดฟันแบบใส (Invisalign) คือการจัดฟันด้วยเครื่องมือที่เป็นพลาสติกใส ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ของการจัดฟันโดยการวางแผนการรักษาด้วยระบบคอมพิวเตอร์ 3D ใช้เครื่องมือจัดฟันที่มีความใสและสามารถใส่หรือถอดออกได้เอง แทนเครื่องมือเหล็กจัดฟันที่เราเห็นกันอยู่ทั่วไป ช่วยให้ฟันของคุณเรียงสวยงามโดยที่มองไม่เห็นว่ากำลังจัดฟันอยู่ โดยเครื่องมือจัดฟันจะถูกออกแบบมาให้พอดีกับโครงสร้างฟันของแต่ละบุคคลโดยเฉพาะ โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี ซึ่งจะใช้เวลาน้อยกว่าการจัดฟันแบบเหล็กทั่วไปประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับสภาพฟันของแต่ละคน

คุณสมบัติและจุดเด่นที่สำคัญของการจัดฟันแบบใส
1. เสริมบุคลิกและสร้างความมั่นใจ
เครื่องมือจัดฟันที่ใส มองเห็นได้ยาก ทำให้ยิ้มได้อย่างมั่นใจ และลดปัญหาเรื่องการพูดและการเคี้ยวอาหาร เพราะเครื่องมือออกแบบมาให้พอดีกับโครงสร้างฟันและช่องปาก เหมาะเป็นพิเศษสำหรับพริตตี้เอ็มซี รวมถึงบุคคลที่อาชีพมีข้อจำกัดเฉพาะ เช่น แอร์โฮสเตส รวมถึงบุคคลที่ต้องเข้าสังคมเพื่อภาพลักษณ์ที่ดี เพราะด้วยคุณสมบัติของเครื่องมือที่มีความใสจึงทำให้ ไม่มีใครรู้ว่ากำลังจัดฟันอยู่ รวมถึงยังสามารถพูด ออกเสียง ร้องเพลง และทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างสบายใจ

2. ใช้ชีวิตประจำวันง่ายขึ้น
การจัดฟันแบบโดยใช้เหล็กจัดฟัน จะกินอาหารก็ลำบาก แถมตอนจะแปรงฟันหรือใช้ไหมขัดฟันก็ยากไปอีก แต่เมื่อใช้เครื่องมือจัดฟันแบบใส คุณสามารถถอดเครื่องมือออกได้ด้วยตัวเองอย่างง่ายดาย ที่พีคกว่านั้นคือ คุณสามารถกลับมากัดแอปเปิ้ลหรือแทะข้าวโพดได้สบายใจหายห่วง ไม่ต้องกลัวว่าจะกระทบเหล็กจัดฟันเลยทีเดียว

3. ดูแลสุขภาพในช่องปากง่ายขึ้น
การจัดฟันแบบใสช่วยให้การแปรงฟันและทำความสะอาดช่องปากสะดวกกว่าการจัดฟันแบบเหล็กสามารถแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันได้ตามปกติ จึงทำให้ไม่มีคราบอาหารหรือคราบพลัคติด ซึ่งต่างจากการจัดฟันแบบเหล็ก ช่วยให้สุขภาพเหงือกและฟันของคุณดีขึ้นไปด้วย

4. ลดปัญหาการเกิดโรคและการบาดเจ็บในช่องปาก
การจัดฟันแบบใสนั้นทำจากพลาสติกใส น้ำหนักเบา และเนื่องจากการจัดฟันแบบใสจะใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ 3D ในการวางแผนล่วงหน้าตั้งแต่เริ่มต้นจนจัดเสร็จ และสามารถแสดงภาพการเคลื่อนฟันให้ได้เห็นก่อนการรักษาจริง จึงทำให้การจัดฟันนั้นเหมาะสมกับสภาพฟันของแต่ละบุคคลถูกออกแบบมาให้พอดีกับช่องปากของแต่ละคน เพราะฉะนั้นจึงไม่มีวัสดุที่ทำให้ระคายเคืองต่อช่องปาก หมดกังวลกับปัญหาเดิมๆ เหล็กเกี่ยวปากจนเป็นแผลร้อนในที่แสนจะทรมานไปได้เลย

สำหรับใครที่กำลังมองหาคลินิกที่มีความเชี่ยวชาญด้านการจัดฟันแบบใส พร้อมทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญประจำคลินิก สามารถติดต่อได้ที่คลินิกทันตกรรมเดนต้าจอย ที่มีประสบการณ์ด้านทันตกรรมมายาวนานกว่า 30 ปี และเป็นผู้ริเริ่มให้บริการจัดฟันแบบใสหรือ Invisalign ในประเทศไทย

Invisalign Blue Diamond Provider ซึ่งเป็นอันดับสูงสุดในประเทศไทย และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ติดต่อกันถึง 3 ปี มีความเชี่ยวชาญแบบนี้ ถือว่าหนทางแห่งบุคลิกภาพและสุขภาพฟันที่ดีอยู่ไม่ไกลแล้วล่ะ!

นอกจากนี้ทางคลินิกแพทย์จัดฟัน Denta joy ยังมีโปรโมชั่นสำหรับสาว ๆ ที่สนใจอีกด้วย โดยราคาเริ่มต้นเพียง 49,000 บาทเท่านั้น ที่สำคัญยังสามารถผ่อนชำระได้อีกด้วยค่ะ ^^ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัญหาและความยากง่ายของสภาพฟันของแต่ละบุคคลด้วยค่ะ

5 พฤติกรรมเสี่ยง “หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท”

 

หากพูดถึง “หมอนรองกระดูก” แล้ว วัยรุ่นส่วนใหญ่อาจไม่ค่อยให้ความสนใจสักเท่าไร แต่ถ้าเริ่มทำงานไปได้สักพัก คุณจะเริ่มได้ยินคำนี้บ่อยขึ้น หรือบางทีอาจได้ยินเองจากปากของหมอ เมื่อคุณไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลก็เป็นได้

หมอนรองกระดูก คืออะไร?

หมอนรองกระดูก คือเนื้อเยื่อที่ลักษณะด้านนอกเป็นเหมือนพังผืดเหนียวๆ ซ้อนกันเป็นวงรอบหลายๆ ชั้น และด้านในนุ่มๆ หยุ่นๆ คล้ายวุ้น พบในบริเวณส่วนที่เชื่อมต่อระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละข้อ ที่วางพาดยาวไปตั้งแต่คอ อก จนถึงเอว

หมอนรองกระดูก มีหน้าที่ และความสำคัญอย่างไร?

หมอนรองกระดูกทำหน้าที่เป็นข้อต่อในการขยับของกระดูกสันหลัง และรับแรงกระแทกเมื่อทำกิจกรรมต่างๆ เช่น นั่ง ยืน กระโดด เอนหลัง บิดตัว และอื่นๆ เหมือนกับเป็น “โช้คอัพ” ให้กับกระดูกสันหลังของเรา ของนอกจากนี้หมอนรองกระดูกยังคอยปกป้องไม่ให้กระดูกสันหลังเคลื่อนที่อีกด้วย

ทำไมวัยทำงานถึงเสี่ยงหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท?

ที่หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท เป็นอาการที่พบได้บ่อยๆ ในหมู่วัยทำงาน อายุระหว่าง 20-50 ปีนั้น เพราะเป็นวัยที่ใช้ร่างหนัก พักผ่อนน้อย และอาจจำเป็นต้องทำงานในสถานที่ และเวลาที่จำกัดอยู่เสมอๆ รวมถึงพฤติกรรมเหล่านี้ที่เสี่ยงต่ออาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท มีอาการอย่างไร?

เมื่อกระดูกสันหลังได้รับการกระแทกอย่างรุนแรง หรือหมอนรองกระดูกเริ่มเสื่อมสภาพ ของเหลวภายในหมอนรองกระดูกอาจไหลทะลักออกมา แล้วไปกดทับเส้นประสาทรอบๆ จนทำให้เกิดอาการผิดปกติขึ้นได้ สัญญาณของอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท คือ

– ปวดบริเวณเอว คอ อก หรือหลังช่วงล่าง ปวดจิ๊ดๆ เหมือนไฟฟ้าช็อต ปวดๆ หายๆ มากกว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไป

– บางครั้งอาการปวดอาจร้าว หรือเจ็บแปลบไปถึงต้นขา น่อง หรือเท้าได้

– อาจมีอาการชาในบริเวณที่ปวด

– บริเวณเอว หลังช่วงหลัง หรือคอรู้สึกไร้เรี่ยวแรง ขยับลำบาก

– กล้ามเนื้อบริเวณคอ หลัง เอว อก ต้นขา น่องขา หรือหลังเท้าอ่อนแรง

– หากอาการรุนแรง อาจรู้สึกชาไปถึงรอบอวัยวะเพศ รอบก้น และการขับถ่าย หรือปัสสาวะลำบาก

พฤติกรรมเสี่ยง หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

1. ก้มๆ เงยๆ บ่อยๆ หรือมากเกินไป

2. ยกของหนักซ้ำๆ ท่าเดิมๆ

3. ผู้ที่มีอาชีพที่ต้องทำงานอยู่ในบริเวณที่มีการสั่นสะเทือนบ่อยๆ เช่น เขตก่อสร้าง

4. ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก

5. อยู่ท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานานเกินไป โดยไม่มีการปรับเปลี่ยนอิริยาบถ เช่น ผู้ที่ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นานเกินไป

วิธีรักษา หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

วิธีรักษาหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการที่เป็นอยู่ โดยอาจเริ่มจากการทานยาเพื่อลดความปวด และการอักเสบ จากนั้นจึงทำกายภาพบำบัด และอาจฉีดยาลดการอักเสบที่เส้นประสาท ในกรณีที่มีอาการรุนแรงอาจต้องเข้ารับการผ่าตัด

ป้องกันหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทได้อย่างไร?

1. ไม่ยกของหนัก หรือยกของท่าเดิมๆ มากเกินไป

2. ควรปรับเปลี่ยนอิริยาบถในการทำงานทุกๆ 2-3 ชั่วโมง

3. หมั่นออกกำลังกาย ทำการบริหารเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อหลัง และหน้าท้องให้แข็งแรง

ท่ากายบริหารเสริมสร้างกล้ามเนื้อหลัง และหน้าท้อง ป้องกันอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

1) นอนหงาย ยกขาขึ้นข้างหนึ่งให้สูงจากพื้นประมาณ 1คืบ เข่าเหยียดตรง กระดกปลายเท้าเข้าหาตัว ค้างไว้ 5 วินาที แล้วทำสลับกับขาอีกข้าง

2) นอนหงาย ใช้มือทั้งสองกอดเข่าข้างหนึ่ง โน้มเข่าลงมาให้ชิดลำตัว ค้างไว้ 5 วินาที แล้วทำสลับกับเข่าอีกข้าง

3) นอนหงาย ชันเข่าขึ้น ประสานมือสองข้างไว้ด้านหลังบริเวณเอว จากนั้นแขม่วท้อง กดหลังลงค้างไว้ 5 วินาที

ในแต่ละท่า ควรทำซ้ำ 3-5 ครั้ง ทุกวัน

ขอบคุณข้อมูลจาก กรมการแพทย์, คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

ขอขอบคุณ
ข้อมูล : กรมการแพทย์, คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

ลดน้ำหนักได้ ถ้ารู้จัก 5 ฮอร์โมนในร่างกาย

 

เมื่อพูดถึงคำว่าฮอร์โมน หลายๆ คนมักจะนึกไปถึง ฮอร์โมนในช่วงที่มีประจำเดือน ฮอร์โมนวัยรุ่น หรือแม้กระทั่งวัยทอง แต่จริง ๆ แล้ว ฮอร์โมน มีความหมายมากกว่านั้น เราอาจจะเรียกได้ว่า มันเป็นการส่งสัญญาณทางเคมี หรือ Chemical Messenger ที่บอกอะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับร่างกายของเรา ที่สำคัญ ฮอร์โมน มีบทบาทสำคัญต่อ ภาวะการเจริญพันธุ์ ระบบการเผาผลาญอาหาร การลดน้ำหนัก อารมณ์ ระบบภูมิคุ้มกัน ความเครียด และอื่นๆ อีกมากมาย

Irene Ross ผู้ให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพ และความสมดุลย์ของฮอร์โมน ของ Mindbodygreen บอกว่า เมื่อฮอร์โมนไม่ปกติ เราจะมีความรู้สึกว่าตัวเองอ้วน แก่ เหนื่อย บางทีก็อารมณ์เสีย เครียด ทำงานไม่ได้ และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาแบบนี้ เราต้องหมั่นดูแลฮอร์โมน 5 ชนิด ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบการเผาผลาญอาหาร น้ำหนัก และอารมณ์ของเรา ฮอร์โมนทั้ง 5 ชนิด ได้แก่
1. ฮอร์โมนอินซูลิน

เป็นฮอร์โมนที่สร้างจากตับอ่อน มีหน้าที่นำน้ำตาลในเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ฮอร์โมนตัวนี้ มีความเกี่ยวข้องกับโรคเบาหวาน ความไม่สมดุลของอินซูลินมีผลต่อการมีน้ำหนักตัว ความง่วง การนอนไม่หลับ ความรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ ความวิงเวียนศีรษะ และ ความไม่แจ่มใสของสมอง หรือที่เรียกว่า Brain Fog
2. ฮอร์โมนคอร์ติซอล

อาจจะเรียกว่าเป็นฮอร์โมนความเครียดก็ได้ เพราะร่างกายจะหลังออกมาเมื่อเกิดความเครียด หากร่างกายหลั่งฮอร์โมนตัวนี้ออกมามากก็จะส่งผลต่อการนอน ความวิตกกังวล ความหิว ความเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ และการมีน้ำหนักตัวเพิ่ม
3. ฮอร์โมนเกรลิน

เรียกอีกอย่างว่า ฮอร์โมนความหิว ซึ่งมันจะหลั่งออกมาเมื่อเราอดหลับอดนอน และเป็นเหตุให้ร่างกายของเราเก็บสะสมไขมัน เกิดความหิวกระหาย ทั้งๆ ที่เราก็รับประทานอาหารอิ่มแล้ว
4. ฮอร์โมนเลปติน

บางคนก็เรียกว่า เป็นฮอร์โมนความอิ่ม พิชิตความอ้วน ฮอร์โมนตัวนี้จะควบคุมความอิ่ม และระดับพลังงานของร่างกาย หากเราอดหลับอดนอนจะทำฮอร์โมนเลปตินนี้ไม่สมดุล ร่างกายก็จะควบคุมความอิ่มไม่ได้ กินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่มสักที
5. ฮอร์โมนอดิโพรเนคติน

เป็นฮอร์โมนที่มีบทบาทสำคัญต่อการเผาผลาญไขใน ยิ่งเรามีมากเท่าไหร่ ร่างกายของเราก็จะยิ่งเผาผลาญไขมันได้ดี และที่สำคัญ อาหารที่มีธาตุแม็กนีเซียมเช่นผักใบเขียว อโวคาโด และปลา สามารถเพิ่มระดับฮอร์โมนอดิโพรเนคตินให้เราได้
ฮอร์โมนทั้ง 5 ชนิดนี้ เราต้องหมั่นตรวจสอบอยู่เรื่อย ๆ เพื่อรักษาร่างกายให้อยู่ในภาวะสมดุล แนะนำว่า การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ การรับประทานอาหารที่เหมาะสม การให้ความสำคัญกับการรับประทานอาหารคลีน การควบคุมความเครียด รวมทั้งการออกกำลังกาย อย่างเช่นโยคะ การหายใจลึกๆ การได้หายใจในสภาพอากาศที่มีออกซิเจนสูง จะช่วยควบคุมฮอร์โมนเหล่านี้ให้อยู่ระดับที่สมดุลได้

ขอขอบคุณ
ข้อมูล : My Domaine

จริงหรือไม่? มะนาว ต้นเหตุผิวหนังอักเสบ-ไหม้ดำ

 

สาวๆ หลายคนอาจจะเคยใช้ หรือเคยได้ยินมาส์กสูตรมะนาว ที่ช่วยในเรื่องของการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวให้ดูสว่างกระจ่างใสขึ้นกันนะคะ แต่ถ้าจะบอกว่ามะนาวเองก็อาจเป็นสาเหตุของผิวหนังอักเสบ ผิวไหม้ดำเป็นปื้นๆ ได้เหมือนกัน สาวๆ จะกลัวกันหรือเปล่าเอ่ย?

มะนาว ผลัดเซลล์ผิว?

มะนาวผลัดเซลล์ผิวได้จริง เพราะอย่างที่ใครหลายคนน่าจะเข้าใจกันอยู่แล้วว่า มะนาวมีฤทธิ์เป็นกรด ช่วยผลัดเซลล์ผิวได้ให้สว่างกระจ่างใสขึ้นได้จริงๆ เพียงแต่ต้องใช้ในปริมาณที่เหมาะสม อย่าเข้มข้นจนเกินไป จะสังเกตได้ว่าในสูตรมาส์กพอกหน้า จะไม่ใช้ใช้มะนาวสดๆ มาพอกหน้าเลย แต่จะต้องผสมอย่างอื่นด้วยเสมอ ไม่ว่าจะเป็นโยเกิร์ต น้ำผึ้ง หรืออื่นๆ

มะนาว ทำให้ผิวหนังอักเสบ?

ผิวหนังอักเสบที่อาจพบได้ในที่นี้ อาจจะไม่ใช่ผิวหนัง แต่เราหมายถึงผิวหนังที่มือของเรานี่แหละค่ะ ใครที่ชอบทำกับข้าว หรือมีอาชีพที่ต้องทำอาหาร หรือทำเครื่องดื่มที่มีมะนาวเป็นส่วนผสมอยู่บ่อยๆ อาจมีสิทธิ์ที่จะเกิดผิวหนังอักเสบจากมะนาวได้ หากสัมผัสน้ำมะนาวเป็นเวลานานๆ หรือสัมผัสน้ำมะนาวแล้วไม่ได้ล้างออกด้วยน้ำเปล่า

กรดจากมะนาว อาจทำร้ายเซลล์ผิวชั้นนอกได้ หากสัมผัสกับผิวหนังเป็นเวลานาน จนทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นไวต่อแสงมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะแสง UVA จากแสงแดด ที่อาจเกิดเป็นรอยผิวไหม้คล้ำสีน้ำตาลเข้มได้

ที่ร้ายไปกว่านั้น คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้ตัวว่าผิวหนังเป็นรอยด่างดำเพราะมะนาว เพราะกว่ารอยด่างดำเหล่านี้จะเกิดขึ้น ใช้เวลานานถึง 2-4 สัปดาห์เลยทีเดียว ระหว่างนั้นอาจจะนานจนลืมว่าเคยสัมผัสมะนาวมา

ดังนั้น ใครที่ใช้มะนาวทำอาหาร เครื่องดื่ม หรือทำงานที่ต้องสัมผัสน้ำมะนาวบ่อยๆ อย่าลืมล้างมือด้วยน้ำสะอาดบ่อยๆ หรือถ้าจำเป็นต้องสัมผัสน้ำมะนาวนานๆ จริงๆ ใส่ถุงมือเพื่อป้องกันการสัมผัสน้ำมะนาวนานเกินไปค่ะ

ขอขอบคุณ
ข้อมูล : หมออุ๋ม – แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง

ท้องอืด ท้องเสียเรื้อรัง เสี่ยงแพ้กลูเตนในขนมเบเกอรี่

 

เตือนท้องอืด ท้องเสียเรื้อรัง อย่านิ่งนอนใจอาจเป็นโรคเซลิแอคได้ เหตุจากแพ้โปรตีนกลูเตนที่มีอยู่ในเบเกอรี่และอาหารจำพวกแป้งบางชนิด ปล่อยไว้มีผลทำให้ลำไส้เล็กถูกทำลายได้

พฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่นิยมบริโภคอาหารประเภท เบเกอรี่ อาทิ เค้ก พาย ขนมปัง ข้าวโอ๊ต ซีเรียล ซึ่งในอาหารจำพวกแป้งเหล่านี้จะมีโปรตีนที่เรียกว่า กลูเตน (Gluten) ที่ช่วยทำให้อาหารเหนียว นุ่ม และยังมีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่รับประทานมังสวิรัติ และอาหารเจ แต่สำหรับผู้ที่แพ้กลูเตนอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายได้

การแพ้กลูเตนอาจก่อให้เกิดโรค ที่เรียกว่า โรคเซลิแอค (Celiac Disease) โดยกลูเตนจะทำให้เกิดภาวะลำไส้อักเสบ จากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันต่อตัวเอง (Autoimmune Disease) โดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะสร้างแอนติบอดีเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อบุเซลล์ที่ลำไส้เล็ก (microvilli) ส่งผลให้เกิดการอักเสบและฝ่อในที่สุด ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้การดูดซึมอาหาร เกลือแร่ วิตามิน ได้ไม่เพียงพอ

ทั้งนี้ผู้ป่วยจะมีอาการ ท้องอืด ท้องเสียเรื้อรัง ปวดท้องที่เกิดจากก๊าซในกระเพาะอาหาร โลหิตจาง (Anemia) เนื่องจากดูดกลืนโฟลิค และวิตามิน B12 ได้ไม่เพียงพอ อ่อนเพลีย น้ำหนักตัวลดลง กระดูกพรุน ระบบประสาททำงานผิดปกติ ผิวหนังเป็นผื่นบริเวณข้อศอกและเข่า ปวดตามข้อและกล้ามเนื้อ โกธรง่าย ซึมง่าย ในกรณีที่เกิดในเด็กจะทำให้เด็กโตช้า ตัวเล็กกว่าเด็กปกติทั่วไป ในผู้ป่วยโรคเซลิแอค บางรายจะไม่มีอาการเลยก็ได้แต่โรคดังกล่าวยังคงมีการทำลายลำไส้เล็กอย่างต่อเนื่อง

พบว่าทั่วโลกมีผู้ป่วยโรคเซลิแอคประมาณ 1-2% ประชากรไทยพบโรคนี้ได้ 0.3% พบได้มากในคนผิวขาว เป็นได้ในทุกช่วงอายุ แต่จะพบมากสุดในกลุ่มช่วงอายุ 35 ปีขึ้นไป โดยหากมีพ่อ แม่ พี่น้องในครอบครัวเป็นโรคนี้ จะมีโอกาสที่คนอื่นๆในครอบครัวจะเป็นโรคนี้ด้วยถึง 10%

การวินิจฉัยโรคเซลิแอคนั้นทำได้โดยตรวจร่างกาย ตรวจเลือด ส่องกล้องและตัดชิ้นเนื้อในลำไส้เล็กเพื่อตรวจยืนยัน เนื่องจากโรคเซลิแอค จะมีอาการใกล้เคียงกับโรคอื่นๆของระบบลำไส้ ซึ่งแพทย์จะรักษาตามอาการ จึงมีคนไข้ที่อาจไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเซลิแอค หากไม่ได้รับการตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัยเบื้องต้นก่อน โดยสามารถตรวจได้ที่ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลทั่วไป

อย่างไรก็ตาม หากตรวจดูอาการของตนเองแล้วพบว่า มีอาการเข้าข่ายแพ้กลูเตน ควรปรึกษาแพทย์พร้อมประวัติการรักษาเกี่ยวกับโรคที่เกี่ยวกับช่องท้อง เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้อง ทั้งนี้หากตรวจแล้วพบว่าแพ้กลูเตน ก็จำเป็นที่จะต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลูเตนเป็นส่วนประกอบ รวมทั้งอาจจะต้องหลีกเลี่ยงการบริโภคนมด้วย เพราะผู้ที่เป็นโรคเซลิแอค จำนวนมากมีอาการแพ้นม เนื่องจากไม่สามารถย่อยแลคโตสได้ นอกจากนี้ควรได้รับการแนะนำจากนักโภชนาการที่มีประสบการณ์โดยตรงในการจัดอาหารสำหรับผู้ที่เป็นโรคโรคเซลิแอค และควรอ่านฉลากอย่างระมัดระวังก่อนที่จะบริโภคอาหารทุกชนิด

ขอขอบคุณ
ข้อมูล : นางสาวณิศรา ตีระวัฒนพงษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ บริษัท เนชั่นแนล เฮลท์แคร์ ซิสเท็มส์

โสมกับใบแปะก๊วยนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายคนเรายังไงบ้าง

 

เคยได้ยินกันมาหนาหูว่าโสมเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่ช่วยบำรุงร่างกายได้ดีมาก ส่วนใบแปะก๊วยก็เป็นสมุนไพรที่ดีต่อสุขภาพ หลายคนคงทราบเพียงแค่นั้น แต่จะมีสักกี่คนที่จะทราบว่าโสมและใบแปะก๊วยมีประโยชน์ต่อร่างกายคนเรายังไงบ้าง

โสม เป็นพืชสมุนไพรมีคุณสมบัติพิเศษ มีฤทธิ์อุ่น สรรพคุณคือช่วยบำรุงเลือดลม ช่วยคุมระดับน้ำตาล (เบาหวาน) ปรับสมดุลหยินและหยาง เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ให้พลังงานและความมีชีวิตชีวา เหมาะกับผู้ที่รู้สึกหมดกำลัง เหนื่อยล้า ไม่ตื่นตัว ช่วยบำรุงในเรื่องของความดัน หอบหืด หรือโรคหัวใจ โสม ไม่ใช่เครื่องดื่มชูกำลังที่ให้ผลเฉพาะครั้ง หากแต่ “โสม” เป็นสมุนไพรบำรุงร่างกาย ที่นิยมกันมานานในแถบเอเชียนับพันปี ซึ่งมีบันทึกอยู่ในตำรับเภสัชของจีน เป็นสมุนไพรโบราณปลูกยาก จึงทำให้มีราคาแพง
ใบแปะก๊วย เป็นสมุนไพรที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน มีลักษณะคล้ายใบพัด มี 2 กลีบ เป็นสมุนไพรที่จัดว่ามีสรรพคุณค่อนข้างหลากหลายและดีมากชนิดหนึ่ง สามารถใช้ในการรักษาโรคสมองเสื่อม โรคซึมเศร้า อาการหลงๆลืมๆ จึงนิยมแนะนำให้ใช้เพื่อปรับปรุงระบบไหลเวียนโลหิตในสมอง เพราะเมื่อสมองขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง ย่อมเสื่อมสมรรถภาพและฝ่อไปในที่สุด ส่งผลกระทบต่อการกระทำงานและประสิทธิภาพของสมอง

ใบแปะก๊วยไม่ได้เหมาะกับเพียงกลุ่มผู้สูงอายุเท่านั้น แต่เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย ทำให้มีนำมาการสกัดเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อบำรุงสมองเป็นจำนวนมากในปัจจุบัน ใบแปะก๊วยในรูปของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยทั่วไปแล้วสารสกัดจากใบแปะก๊วยมักมีวางจำหน่ายในรูปของแคปซูลขนาดตั้งแต่ 40-60 มิลลิกรัมต่อแคปซูล โดยทานได้มากสุด 240 มิลลิกรัมต่อวัน

แต่ก็มีข้อห้ามในการรับประทานสารสกัดจากใบแปะก๊วย คือห้ามรับประทานร่วมกับยาแอสไพรินหรือสารป้องกันการเกิดลิ่มเลือดต่าง ๆ เด็ดขาด ย้ำห้ามเด็ดขาด เพราะอาจทำให้มีเลือดออกที่ตาขาวได้ และสำหรับหญิงตั้งครรภ์หรือผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันต่ำหรือสูงกว่าปกติ ก็ไม่ควรรับประทาน หรือเอาให้แน่ใจลองปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานก็ได้

ซึ่งตอนนี้ก็มีผลิตภัณฑ์อาหารเสริมหลายตัวที่จับสมุนไพรมากประโยชน์ทั้ง 2 ตัวมาเป็นส่วนผสมเพื่อให้เกิดประโยชน์กับผู้ที่รับประทานมากยิ่งขึ้น อย่าง Gin-Mem ก็เป็นหนึ่งในอาหารเสริมที่มีส่วนผสมที่สกัดจากโสม ใบแปะก๊วย ผสมกับแร่ธาตุโมลิบดินัม แมกนีเซียม และวิตามินเกลือกว่าอีกกว่า 20 ชนิดที่ช่วยบำรุงร่างกาย ให้ร่างกายมีความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า บำรุงร่างกาย เสริมสร้างสมรรถภาพร่างกายได้ดี รวมถึงยังช่วยบำรุงระบบประสาท การทำงานของสมอง ช่วยในเรื่องของความจำได้อีกด้วย

หากคุณเป็นคนนึงที่กำลังมองหาวิธีที่ช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงสมอง การทานอาหารเสริมก็เป็นทางเลือกนึงที่น่าสนใจ ก็ลองหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจได้ แต่ทางที่ดีก็ควรจะรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อสุขภาพที่ดีจากภายในอย่างแท้จริงนั่นเอง